 |
ค่าเงินบาท |
| 1 ก.ย. 2553 |
บาท |
31.202 |
บาท/USD |
(อัตราถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคาร อ้างอิง ธปท.) |
| 2 ก.ย. 2553 |
off-shore |
31.150 |
บาท/USD |
|
| 2 ก.ย. 2553 |
เยน |
84.410 |
เยน/USD |
|
 |
หุ้น |
1 ก.ย. 2553 ปิดที่ 919.34 เพิ่มขึ้น 6.15 จุด มูลค่า 49,075.49 ล้านบาท
 |
น้ำมัน |
| เบนซิน 91 |
ลิตรละ |
34.44 |
บาท |
| ดีเซล |
ลิตรละ |
27.79 |
บาท |
| แก๊สโซฮอล์ 95 |
ลิตรละ |
30.64 |
บาท |
| แก๊สโซฮอล์ 91 |
ลิตรละ |
29.14 |
บาท |
** ราคาเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดวันที่ 27 ส.ค. 2553 **
 |
กระทรวงการคลัง |
| 1. ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (นายสาธิต รังคสิริ) กล่าวว่า |
| | 1) ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นวันนี้มาอยู่ที่ระดับ 31.27 ถึง 31.29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อดูภาพรวมค่าเงินทั้งภูมิภาค ยังมีบางประเทศที่ค่าเงินแข็งมากกว่าไทย และบางประเทศแข็งน้อยกว่าไทย ทำให้ยังไม่กระทบกับการแข่งขันการส่งออกของไทยมากนัก สำหรับเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศสูง เป็นเพราะเศรษฐกิจทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียมีการขยายตัวดีตั้งแต่ 6-10% ต่อปี ขณะที่เศรษฐกิจในยุโรปขยายตัวได้ 3% ต่อปี และในสหรัฐอเมริกา 2.5% ต่อปี ทำให้นักลงทุนต่างประเทศสนใจนำเงินมาลงทุนในภูมิภาคเอเชียที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า ขณะที่อัตราเงินทั่วไปเฟ้อเดือน ส.ค. 2553 ที่ระดับ 3.3% ต่อปี และเงินเฟ้อ 8 เดือนของปี อยู่ที่ 3.5% ต่อปี ถือว่ายังไม่สูงมาก เพราะการเพิ่มขึ้นมาจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น หากคิดเป็นเงินเฟ้อพื้นฐานที่ตัดราคาสินค้าเกษตร และน้ำมันออกไป ยังอยู่ในกรอบที่ ธปท.กำหนดไว้ 0.5-3.5% ต่อปี
2) ในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 53 (เม.ย.-มิ.ย.) รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้764,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน 135,022 ล้านบาท หรือ 21.4% จากการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่รายจ่ายมีจำนวน 512,448 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกับปีก่อน 24,306 ล้านบาท หรือ 4.5% ส่งผลให้ดุลการคลังภาครัฐบาลเกินดุลจำนวน252,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 159,328 ล้านบาท สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ53 รัฐบาล มีรายได้ 1,871,575 ล้านบาท คิดเป็น18.7% ของจีดีพีเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน 344,390 ล้านบาท หรือ 22.6% ขณะที่รายจ่ายภาครัฐมี1,810,351 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 62,779 ล้านบาท หรือ 3.6% ส่งผลให้ดุลการคลังภาครัฐเกินดุลการคลัง 61,224 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกับปีก่อนขาดดุล 220,387 ล้านบาท
3) กรณีที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบเรื่องปฏิรูปอำนาจการออกเสียงและการมีส่วนร่วมของประเทศกำลังพัฒนาและการเพิ่มทุนสามัญปี 53 ของกลุ่มธนาคารโลก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อนำเสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนาการวงเงิน 34.45 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,171 ล้านบาท จะช่วยให้ไทยมีอำนาจในการออกเสียงเพิ่มขึ้น | |
| |
| 2. ที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ (นายประสิทธิ์ สืบชนะ) กล่าวว่า | |
| กรมธนารักษ์ได้รับงบประมาณโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง จำนวน 2,600 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติจังหวัดภูเก็ต ทั้งการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การออกแบบก่อสร้าง การประมูลผู้รับจ้างก่อสร้าง และจัดหาผู้บริหารศูนย์ประชุมต่อไป | |
| |
| 3. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (นางจันทรา บูรณฤกษ์) กล่าวว่า | |
| เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบประกันมากขึ้นกระทรวงการคลังกำลังเตรียมเสนอที่ประชุม ครม.เร็วๆ นี้ พิจารณาการปรับเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีจากการซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพจากเดิมที่ไม่สามารถลดหย่อนได้และจากการศึกษาในขั้นต้นจะเสนอให้ลดหย่อนภาษีได้50,000 บาท แต่ล่าสุดเตรียมเสนอให้ลดหย่อนได้เป็น 200,000 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้เป็นกลไกหนึ่งในการช่วยดูแลสุขภาพนอกจากการพึ่งพากองทุนหรือหน่วยงานภาครัฐ | |
| |
 |
ธนาคารแห่งประเทศไทย |
| 1. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นางธาริษา วัฒนเกส) กล่าวว่า |
| | 1) การดูแลเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ธปท.ยังคงใช้นโยบายเดิมในการดูแล และยังไม่มีมาตรการอะไรเพิ่มเติม เพราะความผันผวนของไทยอยู่ระดับต่ำสุดในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการออกมาตรการ 30% เมื่อช่วงปี 49 ที่ผ่านมาจึงเป็นสิ่งเตือนใจนักลงทุนต่างชาติให้มีความระมัดระวังมากขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามความผันผวนมากเป็นพิเศษก็พร้อมจะเข้าไปดูแล
2) การส่งสัญญาณในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็นครั้งที่ 2 นี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระบบค่อนข้างเร็วกว่าครั้งก่อน และเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากตามความต้องการสินเชื่อสูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ก็ต้องมองไปข้างหน้า หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นก็จะมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งเรื่องนี้ธนาคารพาณิชย์เข้าใจดี และเป็นประเด็นที่ทุกคนต้องปรับตัวกัน ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ธปท.คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
3) ขณะนี้ยังไม่เห็นปัญหาฟองสบู่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการติดตามดูตัวเลขใหม่ๆ เพราะราคาที่อยู่อาศัยยังไม่สูงนัก จึงยังไม่ใช่การเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม ในตลาดย่อยบางแห่งของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ราคาเริ่มปรับขึ้นบ้าง โดยเฉพาะคอนโดที่มีอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งสาธารณะ จึงต้องติดตามดูต่อไปว่าเป็นความต้องการซื้อแท้ เพื่อความสะดวกสบายของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยหรือต้องการซื้อเข้าไปเก็งกำไร
4) ในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ธปท.จะเชิญผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งมาหารือถึงแนวทางการปรับโครงสร้างการคิดค่าธรรมเนียมบริการทางเงินต่างๆ ซึ่งขณะนี้ ธปท. มีข้อสรุปในเบื้องต้นแล้ว จึงอยากทำความเข้าใจและหารือร่วมกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ก่อน สำหรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่นี้ แม้จะไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันก่อนที่ตัวเธอจะหมดวาระลงในวันที่ 30 ก.ย.นี้ แต่อย่างน้อยก็อยากเห็นกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจนก่อนที่จะหมดวาระ | |
| |
|