เรื่อง
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
สำหรับสถาบันการเงินที่ประสงค์จะขอเข้ารับ
ความช่วยเหลือจากกระทรวงการคลัง
ตามโครงการช่วยเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่
1
และโครงการช่วยเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่
2
ข่าวที่ 124/2541 29 กันยายน 2541
ในวันที่
14 สิงหาคม 2541
กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงิน
โดยเฉพาะในขณะที่ความไม่แน่นอน
ทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ
เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มทุน
ของธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น
รัฐบาลจึงออกมาตรการให้ความช่วยเหลือในการเพิ่มทุนของสถาบันการเงิน
โดยส่วนหนึ่งได้เชื่อมโยงกับ
การปรับปรุงโครงสร้าง
หนี้และการให้สินเชื่อใหม่
การให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการคลังในการเพิ่มทุนนี้เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับระบบสถาบันการเงิน
และที่สำคัญเพื่อให้สถาบันการเงินทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการที่ประกาศเมื่อวันที่
14 สิงหาคม 2541
ประกอบด้วยโครงการให้ความช่วยเหลือเพิ่มทุนแก่สถาบันการเงิน
2 โครงการ
โครงการแรก
มีวัตถุประสงค์เพื่อจูงใจเงินทุนจากภาคเอกชนให้เข้ามาสมทบกับเงินทุนของภาครัฐเพื่อเพิ่มทุนของเงินกองทุนชั้นที่
1 ให้แก่สถาบันการเงิน
ส่วนโครงการที่สอง
เป็นการช่วยเพิ่มทุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินเร่งกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และกระตุ้นให้มีการขยายสินเชื่อใหม
กระทรวงการคลังตระหนักดีว่า
การให้ความช่วยเหลือเพิ่มเงินทุนแก่สถาบันการเงิน
จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและรัดกุม
จึงได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
(กปส.)
ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์
และการพิจารณาคำขอความช่วยเหลือของสถาบันการเงิน
รวมทั้งติดตามดูแลการบริหารงานของสถาบันการเงินที่ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง
เพื่อยืนยันว่า
การใช้เงินของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลตามวัตถุประสงค์
รายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือปรากฏในเอกสารแนบ
และได้สรุปสาระสำคัญไว้ในตารางที่
1 และ 2
ในภาวะปกติสถาบันการเงินมีหน้าที่ให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้า
โดยเฉพาะการให้สินเชื่อซึ่งจะนำไปสู่การขยายตัวของ
ระบบเศรษฐกิจ
กระทรวงการคลังมั่นใจว่า
โครงการช่วยเหลือเพิ่มทุนทั้ง 2
โครงการนี้
จะสามารถช่วยฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินให้กลับมีความมั่นคง
และช่วยให้สถาบันการเงินขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้
โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวัง
โดยทั่วไปแล้วการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินต้องใช้เวลานานหลายเดือน
เพื่อความรอบคอบสถาบันการเงินควรจึงต้องม
ีแผนการจัดหาแหล่งเงินเพิ่มทุนเสียแต่เนิ่น
ๆ
และไม่ควรรอให้เงินกองทุนลดลงจนถึงระดับใกล้เคียงกับอัตราขั้นต่ำตามกฎหมาย
กระทรวงการคลังสนับสนุนให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนสูงกว่าที่ต้องดำรงตามกฎหมาย
เพื่อรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย
จากเหตุผลข้างต้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะติดตามดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงินทุกแห่งอย่างใกล้ชิด
แนวทางหนึ่งคือ
ติดตามจากแบบรายงานการดำรงอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สถาบันการเงินจัดส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทุกสิ้นเดือน
หากปรากฏว่าอัตราเงินกองทุนของสถาบันการเงินแห่งใดมีแนวโน้มลดต่ำลงจนถึงระดับใกล้เคียงกับอัตราขั้นต่ำตามกฎหมาย
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสนับสนุนให้สถาบันการเงินนั้นเข้าร่วมโครงการเพิ่มเงินกองทุนของกระทรวงการคลัง
ในกรณีที่สถาบันการเงินตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการเพิ่มเงินกองทุนของกระทรวงการคลัง
สถาบันการเงินนั้นจะต้องยื่นเสนอแผนการเพิ่มทุนที่เชื่อถือได้เพื่อเป็นการทดแทน
ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยึดถือแนวนโยบายปัจจุบัน
ที่จะเข้าแทรกแซงในสถาบันการเงินซึ่งที่มีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงลดต่ำลงจนถึงระดับที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ตามปกติ
ตารางที่ 1
โครงการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1
| วัตถุประสงค์ | -
เพิ่มเงินกองทุนให้สถาบันการเงิน
โดยการสนับสนุนให้มีการร่วมลงทุนจากภาคเอกชน |
| - ช่วยให้เกิดการปล่อยสินเชื่อตามปกติ | |
| เงื่อนไขและการป้องกันเงินของรัฐบาล | -
นำเกณฑ์การกันสำรองสำหรับสินทรัพย์จัดชั้นเต็มจำนวนสำหรับ ปี 2543 มาใช้ |
| -
ผู้ถือหุ้นเดิมจะต้องรับผิดชอบในผลเสียหายที่เกิดขึ้นจาก สินทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนกระทรวงการคลังเข้าเพิ่มเงินกองทุน |
|
| - เงินทุนใหม่ในส่วนของกระทรวงการคลังและภาคเอกชนจะมีสถานะเป็นหุ้นบุริมสิทธิ์ | |
| - กระทรวงการคลัง/ผู้ร่วมลงทุนสมทบ มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร | |
| - สถาบันการเงินจะต้องเสนอแผนการปรับปรุงโครงสร้างและการดำเนินงานให้ กปส./ธปท. | |
| รูปแบบของการให้ความ | - พันธบัตรรัฐบาลสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ มีอายุ 10 ปี เพื่อแลกกับ |
| ช่วยเหลือของรัฐบาล | หุ้นบุริมสิทธิ์ที่ออกโดยสถาบันการเงินนั้น |
| มูลค่าการให้ความ | - กระทรวงการคลังจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 ไม่เกินกว่า |
| ช่วยเหลือ | จำนวนเงินลงทุนของผู้ร่วมลงทุนสมทบ อย่างไรก็ดี หากสถาบันการเงิน |
| ได้กันสำรองครบถ้วนแล้ว ทำให้อัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 ลดต่ำลงกว่า | |
| 2.5% กระทรวงการคลังจะซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของสถาบันการเงินนั้นใน | |
| เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้เกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย | |
| -
ความช่วยเหลือสำหรับแต่ละสถาบันการเงินนั้นไม่จำกัดจำนวน
ขึ้นกับ จำนวนเงินกองทุนที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งต้องการ โดยกระทรวงการคลัง จะสนับสนุนให้สถาบันการเงินดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ได้เกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย |
|
| ระยะเวลาการยื่นคำขอ | - ระหว่าง 1 ตุลาคม 2541 ถึง 1 พฤศจิกายน 2543 |
ตารางที่ 2
โครงการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2
| วัตถุประสงค์ | -
เพิ่มเงินกองทุนให้สถาบันการเงิน - เอื้ออำนวยให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ - สนับสนุนการให้สินเชื่อใหม่ |
| เงื่อนไข | - มีสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้ |
| - ลูกหนี้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ก่อนที่จะได้รับเงินกองทุนชั้นที่ 2 จากกระทรวงการคลัง | |
| - มีการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อใหม่ | |
| รูปแบบของการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาล | - พันธบัตรรัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนมือได้ มีอายุ 10 ปี เพื่อแลกเปลี่ยนกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์อายุ 10 ปี ของสถาบันการเงิน |
| มูลค่าการให้ความช่วยเหลือ | - สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะได้รับความช่วยเหลือไม่เกินร้อยละ 2 ของสินทรัพย์เสี่ยง และจำนวนของเงินกองทุนชั้นที่ 2 ที่ให้ในส่วนของสินเชื่อใหม่จะต้องไม่เกินร้อยละ 1 ของสินทรัพย์เสี่ยง |
| ระยะเวลาที่ยื่นคำขอ | - ระหว่าง 1 ตุลาคม 2541 ถึง 1 พฤศจิกายน 2543 |
| - จำนวนเงินที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือจะลดลงตามระยะเวลา เพื่อเร่งให้สถาบันการเงินรีบปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และ/หรือ ปล่อยสินเชื่อใหม่เร็วขึ้น |