ศาสตราจารย์ไมเคิล อี พอร์เตอร์

มุมมองเศรษฐกิจไทยในสายตา ไมเคิล พอร์ทเตอร์

Source - กรมประชาสัมพันธ์ (Th)

Wednesday, May 21, 2003  07:00

          ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องที่ศศินทร์และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ได้เชิญ โปรเฟสเซอร์ ไมเคิล พอร์ทเตอร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มาให้คำแนะนำในฐานะเป็นที่ปรึกษาของงานวิจัย เรื่อง "การสร้างความสามารถในเชิงการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย" ว่าเรามีอะไรที่เราควรจะต้องพัฒนา หรือต้อง แก้ไข เพื่อให้มีการแข่งขันกันทางการค้าได้ในอนาคต

          คำแนะนำของ ไมเคิล พอร์ทเตอร์ ซึ่งได้วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องของการส่งออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยนั้น พอร์ทเตอร์ได้แสดงความพอใจตัวเลขการส่งออกในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ราวร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุน เรื่องของสภาพเศรษฐกิจต่างประเทศ และเรื่องของคู่แข่งขันต่าง ๆ ซึ่งต้องเผชิญในอนาคต เนื่องจากทุกประเทศต้องปฏิบัติตามกติกาขององค์การการค้าโลก นั่นก็หมายถึงว่า ระบบภาษี ระบบการกีดกันทางภาษี ระบบโควต้าในการป้องกันการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ จะค่อย ๆ หมดไป ในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่ทุกประเทศต้องคำนึงถึงก็คือเรื่องของศักยภาพ และความสามารถในเชิงการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพ ศักยภาพ และความได้เปรียบอื่น ๆ ที่แต่ละประเทศจะมีในเชิงของการแข่งขัน เพื่อที่จะทำให้สินค้าของประเทศตัวเองที่ผลิตนั้นสามารถอยู่ได้ในตลาดโลก และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสรรค์และคิดสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

          สำหรับความเห็นของ รองศาสตราจารย์ มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการคลัง จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า มองว่า ในอดีต เราจะมองเรื่องของการส่งออก ว่าได้เปรียบในเรื่องของต้นทุน แต่ก็เป็นปัจจัยเดียว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่น่าสนใจที่เราจะต้องพัฒนา และบางอย่างเรามีแล้วแต่ยังไม่พัฒนา หรือบางอย่างที่ต้องแก้ไข หรือเสริมสร้างให้มีศักยภาพมากขึ้น รวมทั้งต้องมีการประสานงานระหว่างรัฐและเอกชน และทุกธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ในการรวมกลุ่ม เชื่อมโยงกันในทุกระดับ อีกส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งก็คือเรื่องของการที่ภาครัฐและภาคเอกชน จะต้องประสานกันในเชิงของเป้าหมาย คือทั้งสองฝ่ายต้องมีความมุ่งมั่นที่จะไปถึงเป้าหมายเดียวกัน

          สำหรับในประเทศนั้น ก็ต้องมีการเสริมสร้างในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันระหว่างองค์กรต่าง ๆ ระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ในแต่ละชุมชน เช่นในเรื่องของสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ถ้ามีการแข่งขันกันในพื้นที่ได้แล้ว จึงค่อยไปแข่งขันระหว่างประเทศ คือต้องสร้างบรรยากาศและ ต้องสร้างกลไกให้เกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่ภายในประเทศก่อน อย่างไรก็ดี คงต้องมีการกระจายอำนาจ เช่น กระจายอำนาจบริหารของรัฐไปยังท้องถิ่น เพื่อให้แต่ละท้องถิ่นได้พัฒนาการแข่งขัน

          สิ่งสุดท้ายที่พอร์ทเตอร์ได้ให้ข้อสังเกตุไว้ ซึ่งจะมีความสำคัญในเชิงภูมิภาค นั่นก็หมายถึงว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก การที่จะไปแข่งขันกับต่างประเทศนั้น เฉพาะไทยประเทศเดียวคงไม่อาจไปแข่งขันได้ แต่หากมีการเชื่อมต่อเป็นพันธมิตรระหว่างภูมิภาค จะทำให้สามารถแข่งขันในต่างประเทศได้ และสามารถขยายตลาดได้อีกมาก นั่นก็หมายถึงว่า หากการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลต่อมายังเศรษฐกิจภายในอีกด้วย เพราะการส่งออกที่มาก นั่นก็หมายถึงว่าจะมีการผลิตมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้ให้กับประชาชน นอกจากนี้ หากในระยะยาวสามารถพัฒนาเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็งได้มากกว่านี้ การพึ่งพาต่างประเทศก็อาจจะลดลงได้

 ที่มา: http://www.thaisnews.com


'พอร์เตอร์' เปิดโมเดลใหม่ ชูไทย"ไอร์แลนด์"แห่งเอเชีย

Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, May 05, 2003  03:11

          'พอร์เตอร์' เปิดโมเดลใหม่ ชูไทย"ไอร์แลนด์"แห่งเอเชีย

          "พอร์เตอร์" เสนอโมเดลใหม่ ยกไทยเป็น "ไอร์แลนด์" แห่งเอเชีย เพราะมีความเป็นศูนย์กลางคล้ายกัน และมีปัจจัยได้เปรียบอีกหลายประเทศในภูมิภาค แนะ 5 แนวทางดันไทยพ้นกับดักต้นทุนต่ำ มุ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของชาติ เน้นเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเอกชน ปลดเปลื้องข้อจำกัดของภาษี และต้องเปิดเสรีโทรคมนาคม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีทางธุรกิจ แนะไทยเริ่มต้นสร้างแบรนด์ "ปิกอัพ" ด้วยการเป็นศูนย์กลางออกแบบ  

          ศาสตราจารย์ ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ ที่ปรึกษาโครงการศึกษาพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อ "Thailand's Competitiveness : Creating the Foundations for Higher Productivity" วานนี้ (4) โดยกล่าวว่า หัวใจของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ที่การเพิ่มผลผลิต ซึ่งเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศอย่างยั่งยืน  

          ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า จุดด้อยของธุรกิจไทยอยู่ที่การพึ่งพาแรงงานขั้นต่ำ ขาดการพัฒนาห่วงโซ่ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Chain ได้แต่มุ่งลดค่าใช้จ่าย จนทำให้การลงทุนเพื่อสร้างสินทรัพย์ระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยสำคัญที่กีดขวางความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษี ระเบียบขั้นตอนทางราชการ หรือการทุจริตคอรัปชั่น

          ปัญหาของประเทศไทยที่เขามองเห็น ก็คือ มูลค่าการส่งออกที่ลดน้อยถอยลงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เนื่องจากสินค้าในขั้นปฐมที่ใช้แรงงานราคาถูกไม่ได้เป็นจุดแข็งของไทยอีกต่อไป ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ไทยจะต้องสำรวจตรวจสอบ และให้ความสำคัญถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเอาชนะสงครามการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกขณะ

          ก้าวกระโดดด้วย 6 วาระหลัก

          จากปัญหาของประเทศไทยที่เขามองเห็น ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า ภาครัฐและเอกชนไทยต้องร่วมแรงร่วมใจเพื่อกระโดดข้ามกับดักดังกล่าวด้วย 6 แนวทาง ประการแรก คือ จะต้องมีการปฏิวัติเพื่อยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจเพื่อเร่งให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ประการที่สอง รัฐ และเอกชน จะต้องประสานงานร่วมกันเพื่อสร้าง "คลัสเตอร์" หรือกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมเครือข่ายระหว่างอุตสาหกรรมย่อย และอุตสาหกรรมหลัก

          ประการที่สาม ไทยจะต้องเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับองค์กร และหน่วยงานเอกชน เช่น เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และเพิ่มผลิตภาพการผลิต ประการที่สี่ ภาคเอกชน และรัฐบาลจะต้องเดินหน้าไปด้วยเป้าหมายเดียวกัน โดยนโยบายของเอกชน และความช่วยเหลือจากรัฐบาลต้องส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มผลิตภาพในองค์รวมของประเทศ

          สิ่งที่รัฐบาลไทยควรเร่งทำในประการที่ 5 คือ การกระจายอำนาจการบริหารของภาครัฐลงไปสู่ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง ส่วนเรื่องที่ 6.ไทยต้องสร้างกลยุทธ์เพื่อผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะพันธมิตร

          "ไทยต้องพยายามลดจุดอ่อนด้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านของสถานภาพทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงตัวคุณภาพประชาชน และวัฒนธรรม" ศ.พอร์เตอร์ กล่าว

          ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า แม้รัฐบาลจะกำหนดให้การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน วาระแห่งชาติ แต่จากการจัดอันดับของสถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการ (International institute for Management Development - IMD) พบว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในปี 2545 ยังอยู่ในอันดับที่ 34   

          "ความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่อยู่ในระดับต่ำสะท้อนถึงคุณภาพของสังคม ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" เขากล่าว

          ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า รัฐบาลจะต้องปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ เปิดทางให้กับภาคเอกชนด้วยการลดกำแพงภาษี เช่น แก้กฎหมายเพื่อขจัดการผูกขาด เร่งเปิดเสรีโทรคมนาคมก่อนกำหนด เสริมสร้างประสิทธิภาพในการแข่งขัน ลดปัญหาคอรัปชั่น ยกระดับเทคโนโลยี และใช้ยุทธศาสตร์ไร้พรมแดนกับเพื่อนบ้าน

          ทั้งนี้ เขาได้แนะให้ภาคเอกชนทบทวนยุทธศาสตร์ของตัวเองด้วยการหาทางขยายห่วงโซ่ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ขยายฐานการผลิตสินค้าสิ่งทอ และอาหาร เข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จัดระเบียบสมาคม หรือสภาการค้าต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง และเกิดการรวมกลุ่มธุรกิจ หรือคลัสเตอร์มากขึ้น และมีความร่วมมือกัน รวมทั้งต้องรับบทเป็นผู้นำใหม่ในการยกระดับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ

          มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มท่องเที่ยว-อาหาร

          ศ.พอร์เตอร์ กล่าวว่า จากการวิจัยในภาพรวมของทุกอุตสาหกรรม พบว่า มีกลุ่ม 5 อุตสาหกรรมที่รัฐให้ความสำคัญ และผลักดันทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยเน้นให้ความสำคัญแก่ 2 อุตสาหกรรม คือ อาหาร และท่องเที่ยว

          นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากกว่า 80% จึงมีความได้เปรียบ รวมทั้งยังสามารถรองรับผลผลิตทางการเกษตร โดยกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในการสร้างประเทศไทยให้เป็นคลังอาหารของโลก ประกอบด้วย กลุ่มอาหารกระป๋องและแปรรูป โดยเฉพาะกุ้งสดแช่แข็ง กลุ่มธัญพืช ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง กลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ ไก่สดแช่แข็ง และกลุ่มผักผลไม้

          สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศถึง 5% ของจีดีพี และยังคงมีศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน แม้ว่าสภาพความสมบูรณ์ทางธรรมชาติจะเสื่อมโทรมไปบ้างก็ตามที แต่ก็ยังคงมีจุดเด่นด้านวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เช่น อัธยาศัยไมตรีของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือแทบจะไม่มีเลยในเรื่องของการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นเรื่องวิกฤติในโลกปัจจุบัน

          แนะไทยสร้างแบรนด์ "ปิกอัพ"

          ส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ศ.พอร์เตอร์ เสนอให้มีการสร้างแบรนด์รถปิกอัพของไทยขึ้นมา เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้วไทยมีศักยภาพที่จะทำได้ โดยในขั้นตอนแรกไทยน่าจะเป็นศูนย์กลางในการออกแบบรถยนต์ของทุกบริษัทก่อนที่เริ่มสร้างแบรนด์ โดยในขณะนี้บริษัท โตโยต้า ได้ย้ายศูนย์ออกแบบมายังประเทศไทยแล้ว ดังนั้น ควรใช้โอกาสในการต่อยอดพัฒนาให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการออกแบบ ส่วนการสร้างตรายี่ห้อควรจะเป็นเรื่องตามมา

          "แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไป ที่เกาหลีประสบความสำเร็จได้ เพราะต้นทุนในการสร้างแบรนด์ตอนนั้นต่ำกว่าญี่ปุ่น แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนไป ต้นทุนของแต่ละที่ไม่แตกต่างกันนัก" ศ.พอร์เตอร์ กล่าว

          เหตุผลสำคัญที่ ศ.พอร์เตอร์ มองว่า ไทยควรผลักดันให้เกิดรถปิกอัพแบรนด์ไทยขึ้นมา ก็คือ เรื่องของดีมานด์ภายในประเทศ เขากล่าวว่า ไทยมีความต้องการใช้รถปิกอัพจำนวนมากอยู่แล้วทั้งในส่วนของประชาชนทั่วไป และภาคธุรกิจ นอกจากนี้ หลายโรงงานก็ตอบสนองดีมานด์ภายในประเทศด้วยการนำเสนอรถปิกอัพที่หลากหลายแบบที่มีเฉพาะในไทยไม่ใช่ในตลาดโลก

          นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องในตลาดรถปิกอัพโลก โดยขณะนี้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถปิกอัพในอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

          ชูไทย"ไอร์แลนด์"เอเชีย

          อีกหนึ่งข้อเสนอของ ศ.พอร์เตอร์ ก็คือ อยากให้ไทยเป็น "ไอร์แลนด์" ของภูมิภาคเอเชีย โดยชี้ว่า ปัจจัยเปรียบเทียบสำคัญที่อาจทำให้ไทยก้าวสู่การเป็น "ไอร์แลนด์" ของเอเชียได้มีอยู่ 5 ประการ อย่างแรกก็คือ มีความมั่นคงทางการเมือง และเศรษฐกิจในระดับมหภาคมากกว่าประเทศจีน เกาหลี มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ประการที่สอง ไทยมีขนาดของตลาดภายในประเทศมากกว่าสิงคโปร์ และฮ่องกง ประการที่สาม ไทยมีความโปร่งใส และเปิดรับการแข่งขันมากกว่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน

          ประการที่สี่ คนไทยมีระดับการศึกษา และมีโครงสร้างพื้นฐาน มีประสิทธิภาพในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ดีกว่าจีน เวียดนาม พม่า และลาว ประการสุดท้าย ไทยมีทิวแถวของการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมมากกว่า (ยกเว้นอุตสาหกรรมไฮเทค) ไต้หวัน และสิงคโปร์

          ทั้งนี้ ไทย และไอร์แลนด์ มีความเหมือน และแตกต่างกันในหลายประการ ความเหมือนประการแรกคือความคล้ายคลึงในเรื่องสถานที่ตั้ง ขณะที่ไอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางของยุโรป ส่วนไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งไทยยังมีแนวโน้มที่จะมีความร่ำรวยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านจากการใช้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลาง "ที่ผ่านมาไอร์แลนด์ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่สามารถพัฒนาความสำเร็จได้ในระยะเวลาเพียง 15 ปี"

          สำหรับความต่างของไทยกับไอร์แลนด์มีอยู่ 2 ประการ ประการแรก ไอร์แลนด์มีระดับการศึกษาสูงกว่าระดับการศึกษาของคนไทย ประการที่สอง ไอร์แลนด์มีความสะดวกสบายในการดำเนินธุรกิจมากกว่า--จบ--
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

----------------------------------------------------

"อี.พอร์เตอร์"ชี้จุดอ่อนศก.ไทย จี้พัฒนา"ท่องเที่ยว-อาหาร-รถ"

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)

Monday, May 05, 2003  11:21

          "อี.พอร์เตอร์"ชี้จุดอ่อนศก.ไทย จี้พัฒนา"ท่องเที่ยว-อาหาร-รถ"

          นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ฮาร์วาร์ด ชี้จุดอ่อนไทย 3 อุตสาหกรรม"ท่องเที่ยว-รถยนต์-อาหาร" จี้เอกชนรื้อระบบ"ค่าแรง" เน้นปรับโรงเรียนอาชีวะ "ทักษิณ"เตรียมรื้อจัดหมวดหมู่ข้อมูลปัญหาเศรษฐกิจ

          เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 4 พฤษภาคม ที่บ้านพิษณุโลก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมรับประทานอาหารกับนายไมเคิล อี. พอร์เตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด สหรัฐอเมริกา ที่ปรึกษาโครงการศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายจักรมณฑ์ ผาสุกวณิช เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง รวมถึงการหารือในประเด็นแนวทางการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้ภาคเอกชน

          พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวภายหลังว่า ประเด็นหลักที่มีการหารือ คือต้องการให้ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่รอให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเดียว และรัฐบาลจะต้องปลุกเร้าให้ภาคเอกชนตื่นตัวในการปรับปรุงเรื่องศักยภาพในการแข่งขัน ประสิทธิภาพและผลิตภัณฑ์ของประเทศให้มากขึ้น รวมถึงภาคเกษตรที่จะต้องเน้นเรื่องของผลิตภัณฑ์ด้วย พร้อมทั้งแนะนำเรื่องการเพิ่มมูลค่าและการให้ความสนใจเรื่องลูกโซ่ของการกดดันราคาสินค้าที่จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น

          "ถ้าประเทศไทยจะแก้ปัญหาด้วยการทำให้ราคาถูกก็จะเกิดปัญหากับประเทศในภาพรวม เรื่องนี้จริงๆ แล้วรัฐบาลได้เตือนตลอดเวลา โดยสิ่งที่ที่ปรึกษาโครงการศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถฯจะเข้ามาทำจะเป็นการจัดระบบหมวดหมู่ของปัญหาและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก และนำมาทำต่อได้ไม่ยาก นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น เพื่อจะได้มีผลต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเรียนรู้กระบวนการผลิตและการทำงานใหม่ๆ ประเทศไทยกำลังเข้าไปสู่ระบบคณะกรรมการเตรียมความพร้อมเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ดังนั้น อดีตไม่ใช่เรื่องใหญ่" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

          พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า ที่ปรึกษาโครงการเห็นด้วยกับโครงการต่างๆ ของรัฐบาลไทย อาทิ เอเชียบอนด์ เขตการค้าเสรีอาเซียน(เอซีดี) และยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้ถูกต้องแล้ว แต่เหลือเพียงการจัดหมวดหมู่ เพราะรัฐบาลมีปัญหาที่ต้องแก้หลายเรื่อง การจัดหมวดหมู่จะทำให้ทำงานได้กว้างและเร็วขึ้น มีเจ้าภาพและทำให้ไทยเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้นายไมเคิลมองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจสำคัญในอาเซียน ดังนั้น ถ้าเราเข้มแข็งขึ้นสามารถที่จะรวมอาเซียนให้เป็นปึกแผ่นได้จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ทั้งหมดเป็นแนวทางที่เราจะดำเนินการอยู่แล้ว

          พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ยังได้หารือเรื่องการศึกษา นายไมเคิล อี. พอร์เตอร์ อยากให้ไทยเน้นโรงเรียนด้านอาชีวะเพื่อให้คนที่จบมาสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้

          น.ต.ศิธา ทิวารี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า การหารือร่วมกันกับนายไมเคิล อี. พอร์เตอร์ เป็นการนำเสนอภาพรวมการวิจัยในขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศซึ่งสรุปว่าจุดแข็งของรัฐบาลอยู่ที่การตั้งเป้าการบริหารของประเทศ ที่นายกรัฐมนตรีได้ให้น้ำหนักแต่ละภารกิจและมีการติดตามผลที่ดี แต่ในภาพรวมของประเทศควรเน้นเรื่องผลผลิตเป็นสำคัญ โดยเพิ่มมูลค่าการผลิตให้สูงขึ้นมากกว่าการแข่งขันกันลดราคาสินค้า รัฐบาลควรมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเอกชนเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในสู้กับต่างประเทศได้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ขณะนี้ขอแก้ไขปัญหายาเสพติด และคอร์รัปชั่นก่อน หลังจากนั้นจะเน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่จะต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบในแต่ละกระทรวง เพราะที่ผ่านมาไม่มีการขยายตลาดในเชิงรุก

          น.ต.ศิธากล่าวว่า สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวนั้น ทีมวิจัยสรุปว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวมาก แต่มีการบริหารจัดการค่อนข้างน้อย เพราะมักเน้นแต่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าราคา นายกรัฐมนตรีได้แนะว่า ควรใช้ความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศมาส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและการบริการต่างๆ พร้อมกับสนับสนุนให้เอกชนเข้าใจบทบาทที่เปลี่ยนไป โดยให้ผู้ผลิตปรับปรุงสินค้าให้เข้ากับผู้บริโภค

          ที่โรงแรมรีเจนท์ นายไมเคิล อี. พอร์เตอร์ เดินทางไปแสดงปาฐกถาเรื่องการสร้างพื้นฐานความสามารถในการแข่งขันของไทยเพื่อการผลิตให้มีประสิทธิสูง นายพอร์เตอร์กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคเอกชนจะรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่จากนี้ไปเอกชนควรพึ่งตนเองมากขึ้น โดยกุญแจสำคัญคือการเพิ่มระดับผลผลิตมากขึ้น ที่ผ่านมาในไทยมักจะนำไปโยงกับค่าแรงที่ต่ำ ซึ่งไม่ใช่คำตอบในภาวะปัจจุบัน เพราะแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศยากจนและบุคลากรขาดคุณภาพ

          "การเพิ่มผลผลิตทำได้หลายวิธี ทั้งการยกระดับความสามารถของคน การปรับปรุงตัวสินค้า การมีแผนตลาดที่ดี การสร้างยี่ห้อให้เป็นที่รู้จัก ส่วนการนำเทคโนโลยีระดับสูงมาพัฒนาไม่ใช่คำตอบในการสร้างขีดความสามารถ เพราะการคงวัฒนธรรมหรือรูปแบบเดิมบางประการจะเป็นการเพิ่มประสิทธิผลการผลิตได้เช่นกัน" นายพอร์เตอร์กล่าว

          นายพอร์เตอร์ยังกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2546 นี้ ได้รับผลกระทบจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก และมีการขายตัวในอัตราที่ช้าและรับแรงต้านทานจากการสั่นสะเทือนของเศรษฐกิจโลกได้ไม่ค่อยดีนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย และจากการศึกษาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รถยนต์ และอาหาร ล้วนมีจุดอ่อน

          "ไทยยังผลิตรถยนต์ในระดับต่ำกว่าประเทศอื่น ด้านอาหารแม้ว่าไทยจะมีค่าแรงถูก แต่บุคลากรไม่มีคุณภาพ ผลผลิตสินค้าจึงอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน" นายพอร์เตอร์กล่าว

          นายพอร์เตอร์ยังกล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาลในการตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดตามโครงการจังหวัดทดลองแบบบูรณาการเพื่อการพัฒนา(ซีอีโอ) ว่าเป็นแนวคิดที่ในการพัฒนาพื้นที่ในชนบท แต่ควรจะครอบคลุมเขตภูมิภาคในมากกว่านี้

          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อให้เกิดการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในเรื่องคลัสเตอร์ จะมีการตั้งเป็นองค์กรอิสระเพื่อไม่ให้อยู่ในระบบราชการ โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว องค์กรดังกล่าวจะนำสำนักขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ ในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เข้ามารวมด้วย

--จบ--

ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon

----------------------------------------------------------

พหูสูตรเศรษฐกิจ "ไมเคิล อี. พอร์เตอร์" วิพากษ์อุตฯไทยมีจุดอ่อน

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)

Monday, May 05, 2003  11:21

          พหูสูตรเศรษฐกิจ "ไมเคิล อี. พอร์เตอร์" วิพากษ์อุตฯไทยมีจุดอ่อน

          รายงาน

          หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่โรงแรมรีเจ้นท์ นายไมเคิล อี. พอร์เตอร์ ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง "Thailand"s Competitiveness : Creating the Foundation for Higher Productivity" ที่จัดโดยสถาบันศศินทร์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)

          โดยปกติภาคเอกชนรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่จากนี้ไปภาคเอกชนควรจะมีบทบาทในการพึ่งตนเองมากขึ้น ไม่ควรรอแต่ภาครัฐ โดยกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถนั้นคือการเพิ่มระดับผลผลิตให้มากขึ้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวในประเทศไทยมักถูกโยงกับค่าแรงงานที่ต่ำ แต่ค่าแรงต่ำไม่ใช่คำตอบที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ภาวะสถานการณ์ปัจจุบันได้ เพราะจะแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่ยากจนและขาดคุณภาพของบุคลากร

          นอกจากนี้ การลดค่าเงินแม้ว่าจะช่วยเพิ่มประโยชน์ทางด้านมูลค่าการส่งออกมากขึ้น แต่ไม่ใช่มาตรการที่จะสร้างขีดความสามารถเช่นกัน เพราะขณะเดียวกันประเทศจะต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น

          อย่างไรก็ดี ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มระดับผลผลิตให้มากขึ้น มิเช่นนั้นจะเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งการจะเพิ่มประสิทธิผลการผลิตสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการยกระดับความสามารถของคน การมองตัวสินค้าว่าควรจะปรับปรุงคุณภาพอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการได้ การมีแผนการตลาดที่ดี สร้างตรายี่ห้อให้เป็นที่รู้จัก แต่ทั้งนี้ การจะนำระบบเทคโนโลยีระดับสูงมาพัฒนาธุรกิจเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบเดียวในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะการคงวัฒนธรรมหรือรูปแบบเดิมบางประการก็จะเป็นการเพิ่มประสิทธิผลการผลิตได้เช่นกัน

          สำหรับเศรษฐกิจของไทยในปี 2546 ได้รับผลกระทบจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเองยังอยู่ในอัตราที่ช้าและรับแรงต้านทานจากการสั่นสะเทือนของเศรษฐกิจโลกได้ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย และเท่าที่ศึกษา อุตสาหกรรมของไทย อาทิ การท่องเที่ยว รถยนต์ และอาหาร ล้วนมีจุดอ่อน กล่าวคือการท่องเที่ยวของไทยแม้ว่าจะยังไปได้ดีในระดับหนึ่ง แต่รายได้ที่เข้ามาอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีย อีกทั้งแผนงานของภาครัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยมีจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติจริงไม่สอดคล้องกับแผนที่ระบุไว้

          ส่วนรถยนต์ประเทศไทยยังผลิตรถยนต์ในระดับต่ำกว่าประเทศอื่น สำหรับด้านอาหารแม้ว่าไทยจะมีค่าแรงที่ถูก แต่บุคลากรไม่มีคุณภาพ ผลผลิตของสินค้าอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ปัญหาประเด็นนี้หากเกิดขึ้นเมื่อ 10-15 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่เป็นไร แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไข

          การจะเพิ่มขีดความสามารถของประเทศได้นั้นคือ ภาคเอกชนจะต้องเดินไปข้างหน้า พัฒนาตนเอง ทั้งเรื่องการปรับปรุงประสิทธิผลการผลิตพื้นฐาน การคิดค้นนวัตกรรม การเพิ่มคุณภาพของสินค้า รวมไปถึงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น ภาคเอกชนควรมีการรวมตัวเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหรือคลัสเตอร์(Cluster) สร้างเป็นสถาบันขึ้น การรวมตัวดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลได้ ไม่เพียงแต่การรวมตัวทางสถาบัน หรือคลัสเตอร์(Cluster) เท่านั้น ควรจะรวมตัวกันเพื่อพัฒนาบุคลากรด้วย

          ในส่วนของภาคเอกชน นอกจากจะจัดตั้งเป็นคลัสเตอร์แล้ว แนวคิดควรจะออกมาเป็นนักลงทุนหรือทางธุรกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันการสร้างบรรยากาศทางธุรกิจ ไม่เพียงแต่จะมีมาตรการจูงใจให้เกิดการลงทุนในประเทศเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้น แต่การสร้างบรรยากาศการแข่งขันในประเทศจะช่วยให้เกิดการปรับปรุงของเอกชนด้วย

          นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมีแนวคิด "ผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอ" นั้น นับว่าเป็นแนวคิดที่ดีในอันที่จะพัฒนาพื้นที่ในชนบท แต่นโยบายของภาครัฐควรจะครอบคลุมเขตภูมิภาคให้มากกว่านี้

          โดยสรุปประเทศไทยจะต้องสร้างสภาพแวดล้อม รวมไปถึงระบบสาธารณูปโภค การพัฒนาคลัสเตอร์ให้เกิดขึ้น มียุทธศาสตร์ขององค์กร ปรับบทบาทของภาคธุรกิจและภาครัฐ และสร้างพันธมิตรกับต่างประเทศ

          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
          รองนายกรัฐมนตรี

          "จะทำอย่างไรให้การแข่งขันไม่ใช่เรื่องค่าแรงหรือค่าเงินต่ำ ซึ่งมีการเรียกร้องตลอด ไม่เคยมีใครคิดมุมกลับที่จะเพิ่มระดับผลผลิตสำคัญกว่า ที่เขาพูดมันตรงใจ"

          รัฐบาลพยายามที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งมูลค่าต่อคนและประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะต้องทำในระดับมหภาคและจุลภาคด้วย นอกจากนี้จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาให้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย ส่วนคลัสเตอร์ในประเทศไทยนั้น จะให้เกิดการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน จะจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมา เพราะไม่อยากให้อยู่ภายใต้การควบคุมในระบบราชการ เรื่องนี้ในเบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วและจะเสนอแผนรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งจะนำเอาสำนักขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้ามารวมด้วย

          ส่วนที่นายพอร์เตอร์ยกตัวอย่างถึงสภาพแข่งขัน คือเรื่องต้นทุน ค่าแรงต้องถูก จะทำอย่างไรให้การแข่งขันไม่ใช่เรื่องค่าแรงหรือค่าเงินต่ำ ซึ่งมีการเรียกร้องตลอด ไม่เคยมีใครคิดมุมกลับที่จะเพิ่มระดับผลผลิตสำคัญกว่า

          ที่เขาพูดมันตรงใจ

          คลัสเตอร์เป็นแนวคิดสำคัญที่จะกระตุ้นให้เอกชนเข้ามาร่วมมือกับเรา

          ปูมหลัง "พอร์เตอร์"

          คนเรียน"เอ็มบีเอ"ต้องอ่าน

          ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พอร์เตอร์ได้รับเกียรตินิยมในสาขาวิชาวิศวกรรมการบินและเครื่องจักรกล จากมหาวิทยาลัยพรินซตัน ในปี พ.ศ.2512 ได้ปริญญาโทเกียรตินิยม ด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี 2514 ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี 2516 ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในฐานะผู้ชำนาญการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

          จากการศึกษาและการสอนที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นายไมเคิล อี. พอร์เตอร์ ได้แต่งหนังสือเรื่อง "Competitive Strategy" เมื่อปี 2523 เรื่อง "Competitive Advantage" ในปี 2528 และ "The Competitive Advantage of Nations" ในปี 2533 หนังสือเหล่านี้กลายเป็นคู่มือของผู้บริหารธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลก ในการวิเคราะห์และเข้าถึงความสำเร็จในการแข่งขันทางการค้าและอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นตำราคลาสสิคในวิชานโยบายธุรกิจของนักศึกษาบริหารธุรกิจทั่วโลก

          ในปี 2533 หนังสือเรื่อง "The Competitive Advantage of Nations" ซึ่งว่าด้วยการนำแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับประเทศ ส่งผลทำให้กลายเป็นนักวางยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่รัฐบาลหลายประเทศต้องการคำปรึกษา

          นอกเหนือไปจากบทบาทของนักวิชาการแล้ว ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ มีผลงานเป็นหนังสือ 16 เล่ม เคยนำเสนอบทความที่ได้รับการกล่าวถึงไปทั่วโลกอีกไม่น้อยกว่า 85 ชิ้น โดยในจำนวนนั้นหนังสือ "Competitive Strategy Techniques for Analyzing Industries and Competitors" ซึ่งวางตลาดเมื่อปี 2523 ต้องตีพิมพ์ซ้ำถึง 58 ครั้ง ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆ ถึง 17 ภาษา ขณะที่ผลงานเล่มที่สองในปี 2528 คือ "Competitive Advantage" นั้นก็ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำถึง 34 ครั้ง

          นอกจากนั้น ยังเป็นผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์ และขีดความสามารถในการแข่งขันแนวคิดของไมเคิล อี. พอร์เตอร์ มีส่วนสำคัญในการชี้นำแนวนโยบายเศรษฐกิจหลายประเทศ และไม่เกินเลยไปแต่อย่างใดหากจะบอกว่า ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์คนนี้เป็นผู้ชี้นำนโยบายเศรษฐกิจระดับโลกทีเดียวก็ว่าได้

          ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ ได้รับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับหลายชาติ เคยทำการศึกษาวิจัยให้กับหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย นิวซีแลนด์ แคนาดา และโปรตุเกส ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาผู้นำอีกหลายชาติ ได้แก่ เอกวาดอร์ เปรู สิงคโปร์ และไต้หวัน--จบ--

ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon


Last updated:   28- February - 2546   13:50:26
start   21 march 02        Contact Webmaster  :  webmaster@mof.go.th