ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน

        "ระบบ IT ที่จะติดตั้งใหม่นี้จะต้องเป็นระบบ Core Banking ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของแบงก์ในการให้บริการลูกค้า ซึ่งระบบนี้ไม่ได้คิดเฉพาะเพื่อใช้ดำเนินการในปัจจุบันเท่านั้น แต่คิดถึงการทำธุรกิจของธนาคารในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าด้วย โดยจะนำเอาหมายเลขบัตรประชาชนเป็นตัวนำในหมายเลขทะเบียนของลูกค้า เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับระบบราชการในเรื่องของ Smart Card ต่อไป"

        ธนาคารออมสิน นับเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากในฐานะที่เป็นธนาคารของรัฐ ที่มีเป้าหมายในการดำเนินงานชัดเจนในการเป็น "ธนาคารเพื่อการพัฒนา" จึงต้องสนองตอบนโยบายของรัฐที่สำคัญหลายเรื่อง ทั้งโครงการธนาคารประชาชน กองทุนหมู่บ้าน โครงการบ้านเอื้ออาทร และนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน รวมไปถึงนโยบายเอื้ออาทรที่รัฐบาลจะออกมาอีกหลายโครงการ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจระดับรากหญ้าในประเทศควบคู่ไปกับการเปิดช่องทางและโอกาสทางการค้าของไทยในต่างประเทศ ตามแนวนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานที่รัฐบาลยึดเป็นนโยบายหลัก

        กระทรวงการคลังในฐานะที่ดูแลและกำกับธนาคารออมสิน จึงจำเป็นต้องหาผู้บริหารที่มีประสบการณ์พร้อมกันทั้ง 2 ด้าน ที่ต้องรู้ทั้งทิศทางและภาพรวมการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และสามารถกำหนดนโยบายการดำเนินงานของธนาคาร เพื่อที่จะตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้ตรงจุด

        หลังจากที่กระทรวงการคลังใช้เวลาหลายเดือนสรรหาผู้บริหารที่มานั่งตำแหน่งผู้อำนวยการ ในที่สุดก็มาลงตัวที่ กรพจน์ อัศวินวิจิตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย และผู้แทนพิเศษนายกรัฐมนตรี โดยมีพิธีลงนามและแต่งตั้งเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา

        ด้วยประสบการณ์การทำงานที่สัมผัสกับงานด้านการค้าต่างประเทศ การผ่านการบริหารธนาคารเอกชน บวกกับการมีวิสัยทัศน์ สไตล์การทำงานที่เอาจริงเอาจัง ทุ่มเท และความตั้งใจที่จะผลักดันให้ธนาคารออมสินก้าวขึ้นมาเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาชั้นแนวหน้าอย่างแท้จริง

        และเพียงชั่วเวลามากี่วัน หลังจากที่ กรพจน์ เข้ามานั่งบริหารธนาคารออมสินอย่างเป็นทางการ ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดของธนาคารออมสิน โดยเฉพาะกับพนักงานและผู้บริหาร ที่มีความตื่นตัวพร้อมที่จะทำงานเพื่อให้ธนาคารก้าวไปสู่จุดหมายที่วางไว้

aniplane.gif    เปิดวิชั่นแผนธุรกิจเพิ่มการลงทุนที่แท้จริง

        หลังจากได้รับฟังการบรรยายแผนงานและการทำงานที่ผ่านมาจากผู้บริหารของฝ่ายต่างๆ กรพจน์ ได้เริ่มลงมือกำหนดและปรับเปลี่ยนทิศทางแผนงานของธนาคารใหม่ทั้งหมด โดยกล่าวว่า ปัจจุบันหน้าที่การดำเนินธุรกิจของธนาคารออมสินได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่ก่อตั้งมา 90 ปี จากอดีตที่ทำหน้าที่ระดมเงิน (Funding) ให้กับรัฐบาล แต่ปัจจุบันหน้าที่นี้หมดไป เพราะรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้แบบเกินดุล ไม่ต้องอาศัยธนาคารออมสินอีกต่อไป ดังนั้น แนวทางการดำเนินธุรกิจของออมสินในปัจจุบันคือ เมื่อรัฐบาลต้องลงทุนจำนวนมหาศาลในปีนี้ ธนาคารออมสินจะรุกเข้าไปช่วยสนับสนุนอย่างไรกับโครงการต่างๆ

        กรพจน์กล่าวกับทีมหน้าต่างการเงินว่า ก่อนที่ธนาคารจะเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป ตนเองได้ดูฐานะการเงินในภาพรวมทั้งหมด ว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไรบ้าง และพบว่า ธนาคารยังมีจุดอ่อนในเรื่องการบันทึกบัญชีซึ่งมีความเสี่ยง จึงได้เสนอคณะกรรมการธนาคารให้พิจารณาการบันทึกบัญชี เพื่อเป็นการรองรับความเสี่ยงในบางเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้น โดยกรพจน์เสนอให้มีการบันทึกบัญชี หรือตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มมากขึ้น สำหรับสินเชื่อรายใหญ่ที่อาจจะเกิดกรณีหนี้สูญ นอกจากนี้ ในเรื่องของหนี้ภาคประชาชนที่ปัจจุบันมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ประมาณ 3% แล้วขาดส่งตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ก็ให้มีการบันทึกบัญชีและตั้งสำรองไว้เช่นกัน

        นอกจากนี้ กรพจน์ยังได้เข้าไปศึกษาถึงผลการดำเนินงานของธนาคารออมสินในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และพบว่าธนาคารออมสินมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 1,700 ล้านบาท เป็นกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา โดยมีเหตุผลว่า กำไรนั้นมาจากสัดส่วนการลงทุนโดยรวมของออมสินที่ดำเนินธุรกิจด้านสินเชื่อ ซึ่งเป็นธุรกิจที่แท้จริงของธุรกิจธนาคารเพียง 20-30% ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในรูปของตราสารหนี้ของรัฐวิสาหกิจและพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีพอร์ตการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงนั้นอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้อออมสินมีกำไรเป็นอย่างมาก

        กรพจน์กล่าวว่า "ในภาวะปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ลดลง ธนาคารออมสินจะต้องหาวิธีการเพิ่มรายได้ เพื่อทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้นทดแทนรายได้ที่สูญเสียไป ดังนั้น จะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นการเตรียมตัวที่เป็นเหมือนการสร้างเขื่อน หรือเป็นกันชนให้กับธนาคารและพนักงาน เพื่อให้อุ่นใจว่าถึงแม้อัตราดอกเบี้ยจะผันผวน แต่ว่าธนาคารออมสินก็ยังมีความมั่นคง" อย่างไรก็ตาม กรพจน์ย้ำว่า ธนาคารออมสินไม่เคยคิดว่าเป็นคู่แข่งกับธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากว่า ทำธุรกิจคนละตลาดและคนละธุรกิจ ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของธนาคารออมสินคือชุมชนในระดับรากหญ้า ซึ่งถ้าธนาคารออมสินสามารถปล่อยสินเชื่อในระดับรากหญ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจโต 8-10% ไปอีก 5 ปี ลูกค้าเหล่านี้จะเป็นฐานสำคัญและมหาศาลของธนาคาร ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนว่าเป็นการสร้างฐานให้ประเทศ ทั้งในเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน แต่จริงๆ แล้วเป็นการสร้างฐานของธนาคารเอง"

        สำหรับแผนการหารายได้เพิ่มที่ กรพจน์วางยุทธศาสตร์ไว้ใน 8 เรื่องสำคัญคือ 1. การสร้างเสถียรภาพในเรื่องของรายได้ที่มาจากพันธบัตรรัฐบาล โดยเข้าไปศึกษาว่าจะสามารถทำ Interest Rate Swap ได้หรือไม่ เพื่อเป็นการทำให้รายได้มีความแน่นอน มีความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น และมีการ Mark to Market ของตราสารทั้งหมด

         2. การเพิ่มการลงทุนในหุ้นต่างๆ ที่มีการจัดอันดับในระดับ AAA หรือเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่กำลังมีแผนจะกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยที่ธนาคารออมสินจะเข้าไปซื้อในราคา IPO และ PO ซึ่งต้องเจรจากับรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

        3. การเข้าไปดูการให้สินเชื่อกับรัฐวิสาหกิจ และบริษัทต่างๆ โดยธนาคารจะไม่คิดกำไร แต่จะพ่วงกับหุ้นที่จะมีการเจรจาเงื่อนไขกัน

        4. จากการที่ประเทศไทยได้ทำปฏิญญาพุกาม กับประเทศต่างๆ ของอาเซียน โดยจะมีการออกพันธบัตรเป็นเงินบาทนั้น ธนาคารออมสินจะเข้าไปถือพันธบัตรเหล่านี้ด้วย นอกจากจะเป็นการช่วยสนับสนุนแล้ว ผลตอบแทนที่กลับมาก็สูงด้วยเช่นกัน

        5. การลดต้นทุน ขณะนี้ธนาคารมีเงินฝากของรัฐวิสาหกิจอยู่หลายแสนล้านบาท ซึ่งอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก ประมาณ 0.25-0.75% หากสามารถนำเอาเงินฝากบางส่วนเข้ามาเฉลี่ยต้นทุนของออมสิน ซึ่งหากสามารถลดต้นทุนเงินฝากได้ 0.5% ก็ถือว่ามหาศาล

         6. เรื่องของรายได้จากค่าบริการ ขณะนี้ธนาคารออมสินเก็บค่ารักษาบัญชี หรือค่าบริการประเภทต่างๆ ในอัตราต่ำมาก เรียกว่าเป็นอัตรา friendly rate หรือ week-end rate ถ้าเทียบกับอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ธนาคารพาณิชย์จัดเก็บ ถือว่าต่ำมาก เช่น ธนาคารพาณิชย์เก็บ 100 บาท ออมสินเก็บเพียง 20 บาท ดังนั้น ยังมีส่วนต่างอีกมาก โดยธนาคารออมสินจะค่อยๆ ปรับอัตราค่าบริการนี้ขึ้นมา

         7. การทบทวนเรื่องของการใช้จ่ายทั้งหมดของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารภายใน การสื่อสารทาง Mail ทางไปรษณีย์ ต้นทุนรวมทั้งหมด เพื่อดูว่าจะสามารรถประหยัดได้อย่างไรบ้าง

        และ 8. การแนะนำสินค้าใหม่ๆ ที่จะเข้าไปสู่ตลาด เพื่อเป็นช่องทางการดำเนินงานของธนาคาร และเป็นทางเลือกให้ประชาชน

        อย่างไรก็ตาม ยังมีงานส่วนอื่นๆ ที่กรพจน์ถือว่าสำคัญ และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการทันที คือ การปรับปรุงการทำงานและการให้บริการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการเงินฝาก สินเชื่อ แก่ประชาชน ที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจ โดยเฉพาะการทำงานของสาขา ซึ่งสาขาจะต้องมีการเตรียมพร้อมที่จะให้บริการลูกค้าก่อน 08.30 น. และจะเริ่มทำงาน 9 โมงเช้า จนถึง 3 ทุ่ม ถือเป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมจากเดิมที่เคยให้แต่ลูกค้าคอย มาเป็นการคอยลูกค้า

 

bullet_pick.gif พัฒนาเครื่องมือ-บุคลากร รองรับการดำเนินงาน

        เมื่อมีแผนงานและแนวทางในการดำเนินงานแล้ว กรพจน์บอกว่า จะต้องมีเครื่องมือและบุคลากรพร้อมในการให้บริการที่ดีต่อประชาชน โดยมีเรื่องสำคัญ 2 เรื่องที่ต้องเร่งปรับปรุงรีบด่วน คือ 1. ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และ 2. การพัฒนาบุคลากร (Human Resource)

        ทั้งนี้ ในเรื่องระบบ IT ซึ่งปัจจุบันธนาคารยังไม่มีความพร้อม เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดซื้อจัดจ้างยังเป็นระบบราชการ และมีข้อจำกัดในการจัดซื้อจัดจ้าง และบางรุ่นซื้อต่างกรรมต่างวาระทำให้ไม่สามารถใช้งานด้วยกันได้

        ดังนั้น จึงมีแผนการที่จะปรับปรุงระบบ IT ใหม่ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาถึงแนวทางที่ดีที่สุด ว่าจะดำเนินการแบบใด อาจจะเป็นแบบ turn key หรือจัดซื้อแบบเดิมโดยให้พนักงานเป็นผู้วางระบบ หรือ เป็น Out Source ทั้งระบบ หรือ Out Source บางส่วน

        "ระบบ IT ที่จะติดตั้งใหม่นี้จะต้องเป็นระบบ Core Banking ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของแบงก์ ในการให้บริการลูกค้า ซึ่งระบบนี้ไม่ได้คิดเฉพาะเพื่อใช้ดำเนินการในปัจจุบันเท่านั้น แต่คิดถึงการทำธุรกิจของธนาคารในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าด้วย โดยจะนำเอาหมายเลขบัตรประชาชนเป็นตัวนำในหมายเลขทะเบียนของลูกค้า เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับระบบราชการในเรื่องของ Smart Card ต่อไป "

        นอกจากนี้ จะต้องมีการพัฒนาด้านการสื่อสารไร้สาย เพราะธนาคารจะเน้นให้บริการลูกค้าแบบ Personal Mobile Banking หรือ Movable Banking คือพนักงานธนาคารสามารถเข้าถึงลูกค้า โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาที่ทำการของธนาคาร โดยให้พนักงานของธนาคารเข้าไปหาประชาชนแทน พร้อมกับอุปกรณ์ที่จะอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับสาขาหรือสำนักงานได้ทันที ทั้งนี้ จะมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่า เวลาใดทีมงานจะอยู่ที่หมู่บ้านไหนหรือในชุมชนใด ซึ่งธนาคารออมสินจะใช้ความได้เปรียบนี้ในการรุกเข้าไปหาประชาชนมากขึ้น

        พร้อมทั้งยังมีแนวคิดที่จะจัดทำโครงการมอเตอร์ไซค์ แบงกิ้ง ซึ่งขณะนี้กำลังคิดในเรื่องของรูปแบบ โดยมีคอนเซ็ปต์เดียวกับร้านพิซซ่า เอ็กซ์เพรส ที่เมื่อใดลูกค้าต้องการบริการก็โทรศัพท์ให้พนักงานวิ่งมอเตอร์ไซค์เข้าไปให้บริการ คาดว่าจะดำเนินการภายในปี 2547 นี้ และจัดทำระบบ Call Center หมายเลข 1115 เพื่อให้บริการสอบถามข้อมูล รวมไปถึงการร้องเรียนได้สะดวกมากขึ้น

        ส่วนในเรื่องการพัฒนาบุคลากรนั้น กรพจน์กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารกำลังพิจารณาในเรื่องของปรับโครงสร้างองค์กรโดยรวม โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เข้ามาช่วยศึกษา อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้มีการจัดทำ workshop ตั้งแต่ระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไป เพื่อหารือในเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมดแล้ว

        "ออมสินไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรมานานแล้ว ขณะที่ปัจจุบันมีพนักงานและลูกจ้างประมาณ 12,000 คน ถ้าเปรียบเป็นคนก็อ้วนเกินไป มีสายการบังคับบัญชายืดเยื้อหลายขั้นตอน เพราะฉะนั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการ Re-Form หรือ Re-Structure"

        ทั้งนี้ กรพจน์จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยวางแผนดำเนินโครงการ REF เป็น 3 ระยะ คือ R คือ ระยะที่ 1 หมายถึง Restructure คือ รื้อเพื่อทำใหม่ พยายามทำให้เสร็จภายในต้นเดือนมีนาคม 2547 จะปรับโครงสร้างองค์กรให้เสร็จทั้งหมด และจะประกาศให้คนในองค์กรรู้ล่วงหน้าทั้งหมด

 

      หลังจากนั้นจะดำเนินการระยะที่ 2 คือ E หมายถึง Early Retirement ซึ่งหลังจากการปรับโครงสร้าง ธนาคารจะเปิดโอกาสให้พนักงานมีทางเลือก ให้ทุกๆ คนที่ส่งใบลาออกต้องสมัครใจ ซึ่งเป็นการลาออกเพื่ออนาคตที่ดีกว่า โดยมีเป้าหมายดำเนินการให้เสร็จภายใน 5 ปี

        และระยะที่ 3 คือ F หมายถึง Fast Track มีช่องทางสำหรับพนักงานที่มีคุณภาพและเป็นคนรุ่นใหม่ที่เก่งจริงสามารถเจริญเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างรวดเร็ว โดยธนาคารมีโครงการคัดเลือกช้างเผือกจากทั่วประเทศ 100-200 คน พร้อมการอบรมให้มีความรู้ทุกเรื่องเพื่อให้ได้คนที่มีคุณภาพโตทันกับความเปลี่ยนแปลง

        ทั้งนี้ การเลื่อนตำแหน่งของพนักงาน จะมีการเปลี่ยนวิธีการสอบ จากเดิมที่ใช้ระบบของทางราชการ มาเป็นการให้สถาบันเอกชนเข้ามาจัดสอบแต่ละด้าน โดยเน้น 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1. จะต้องมีความรู้ในเรื่อง IT 2. มีความสามารถทางด้านภาษา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะเป็นภาษาจีน พม่า เขมร ก็ได้ 3. พนักงานจะต้องเข้าใจวัฒนธรรมของท้องถิ่น เนื่องจากออมสินเป็นธนาคารชุมชนที่ลงลึกไปในระดับรากหญ้า ดังนั้น เพื่อให้บริการที่ดีต่อประชาชนก็จะต้องเข้าใจวัฒนธรรมของลูกค้าที่ต้องให้บริการด้วย

        เรื่องที่ 4. สำคัญที่สุดคือ พนักงานจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการค้าขายพอสมควร เพราะประเทศจะเจริญเติบโตได้ต้องมีนักการค้าจำนวนมากพอสมควร

        สำหรับบุคคลข้างนอกจะมีโอกาสเข้ามาทำงานในธนาคารออมสินได้หรือไม่นั้น กรพจน์บอกว่า ขณะนี้ตนเองมีนโยบายที่เปิดโอกาสให้กับคนในธนาคารก่อน ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะมีคนจากภายนอกเข้ามาช่วยงานบ้าง แต่จำนวนน้อยมาก จนกว่าจะหาคนในไม่ได้หรือไม่เหมาะกับงาน จึงจะหาคนนอกเข้ามาช่วย

 

mglass_02.gifปรับสาขา-สำนักงานใหญ่เพิ่มแรงจูงใจการทำงาน

        กรพจน์กล่าวว่า สถานที่ทำงานจะเป็นสิ่งจูงใจในการให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและในปริมาณงานที่มากขึ้น ดังนั้น ตนเองจึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในการทำงานต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานใหญ่ ที่ตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธิน บนพื้นที่ 40 ไร่ แม้ปัจจุบันอาคารสำนักงานใหญ่อาจจะคับแคบ แต่ธนาคารจะไม่มีการรื้อตึกเพื่อสร้างใหม่อย่างแน่นอน เพราะอาคารสำนักงานใหญ่นี้เป็นอาคารเก่าแก่ ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่มีค่ายิ่งของธนาคาร

        อย่างไรก็ตาม ตนเองมีแผนที่จะปรับปรุงสำนักงานใหญ่ให้เป็น Campus โดยให้บริเวณด้านหน้าทำส่วนหย่อมเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาเดินเล่นและออกกำลังกายได้ด้วย และจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาสักการะพระบรมรูปของรัชกาลที่ 6 ในช่วงกลางคืนตามเวลาที่กำหนด

        นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนย้ายฝ่ายงานบางส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการให้บริการลูกค้า เช่น งานของฝ่ายสนับสนุน หรือ Back Office ออกไปอยู่ชานเมือง โดยจะมีศูนย์ทำงานอยู่ในแถบชานเมือง 2 หรือ 3 แห่ง พนักงานที่ทำงานในฝ่ายงานนี้ไม่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานในเมือง แก้ปัญหาการจรจาและยังช่วยให้สังคมชีวิตการทำงานดีขึ้นด้วย และในอนาคตอาจจะมีการติดตั้งคอมพิวเตอร์ให้พนักงานทำงานที่บ้านได้เลย

        นอกจากนี้ จะมีการปรับปรุงสาขา ซึ่งอาคารภายนอกจะยังคงลักษณะเดิม แต่จะเน้นความทันสมัยและอำนวยความสะดวกภายใน ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานหนักและอยากที่จะอยู่ทำงาน

        กรพจน์บอกว่า นอกจากนี้ ตนเองยังมีแนวคิดที่จะสร้างศูนย์ปฏิบัติการออมสิน 4-5 แห่ง โดยกระจายในทุกภาคทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่ธนาคารแบ่งโครงสร้างเป็น 3 ส่วนคือ สาขา, ศูนย์, และธนาคารออมสินภาค ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการออมสินจะให้บริการชุมชนในทุกๆ ด้าน

        ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการออมสินจะเป็นลักษณะของออมสินทาวน์ หรือออมสินคอมมูนิตี้ ที่จะสร้างเป็นชุมชน ที่มีตั้งแต่ศูนย์แสดงสินค้า OTOP ในภาคหรือในท้องถิ่นนั้น เป็นศูนย์ฝึกอบรมให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะคนในปัจจุบันจะต้องเรียนรู้และพัฒนาตลอดชีวิต โดยดำเนินการทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยรอบภายในบริเวณนั้น

        "สถานที่จัดศูนย์ปฏิบัติออมสินต้องไม่ใช่จังหวัดใหญ่ๆ มาก เนื่องจากต้องการแนวคิดที่ว่า ไปถึงจังหวัดนั้น ทุกคนอยากจะเข้ามาเยี่ยมศูนย์ออมสิน คือ ทุกคนต้องพูดถึง และหน่วยราชการก็ต้องพาคนเข้ามาชมมาเยี่ยม"

aniplane_1.gifหนุนจุดแข็ง ลบจุดอ่อนขยายเครือข่ายอำเภอห่างไกล

        กรพจน์กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานของธนาคารออมสิน พบว่ามีจุดแข็งที่เป็นข้อได้เปรียบธนาคารพาณิชย์หลายเรื่อง คือ        1. พนักงานมีความรักและมีความหวงแหนองค์กรสูงมาก นี่คือข้อที่ดีมาก ที่พนักงานมีใจอยากทำงานให้กับองค์กรเพื่อให้องค์กรมีความเจริญก้าวหน้า และมั่นคง

        2. ธนาคารออมสินมีฐานลูกค้าที่มั่นคง เพราะเป็นธนาคารที่ตั้งมาแล้ว 90 ปี มีลูกค้าตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ ทำให้ธนาคารมีประเภทสินค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่รับเงินฝาก 5 บาท 10 บาท ไปจนถึงพันล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีทั้งสลากออมสิน เงินสงเคราะห์ชีวิต ซึ่งธนาคารพาณิชย์ทั่วๆ ไปไม่มี

        3. ธนาคารออมสินได้เปรียบในเรื่องกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ เพราะเป็นธนาคารเฉพาะกิจ จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน ทำให้มีความคล่องตัวในเรื่องของการทำงาน เช่น สามารถกำหนดวันและเวลา เปิด-ปิดทำการเองได้ นอกจากนี้ การเลือกเปิด-ปิด สาขาใดสาขาหนึ่ง ไม่ต้องขออนุญาตอีกด้วย รวมถึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการแต่งกายของพนักงาน และการเข้าไปพบลูกค้า

        4. ธนาคารมีความมั่นคง เพราะมีรัฐบาลเป็นประกัน นี่คือสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับธนาคารมาโดยตลอด และที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้ยึดเรื่องของความมั่นคงเป็นอันดับ 1 ในการดำเนินงาน เนื่องจากเป็นธนาคารเด็ก ธนาคารประชาชน ธนาคารชุมชน เพราะฉะนั้น ธุรกิจอะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงสูงธนาคารออมสินจะพยายามเลี่ยงที่จะไม่เข้าไปดำเนินการ

        5. ธนาคารออมสินมีเครือข่ายสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยธนาคารมีนโยบายที่จะเข้าไปเปิดสาขายังทุกอำเภอ ซึ่งขณะนี้ยังมีอยู่ 300-400 อำเภอที่ธนาคารออมสินยังไม่มีสาขา หากอำเภอใดยังไม่มีการให้บริการของธนาคาร ธนาคารออมสินก็จะเร่งเข้าไปตั้งสาขาให้โดยเร็ว

        อย่างไรก็ตาม ธนาคารก็มีข้อจำกัดในบางเรื่องด้วยเช่นกันที่ทำให้เสียเปรียบธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เช่นในเรื่องของ 1. การดำเนินธุรกิจปริวรรตเงินตรา 2. เรื่องการให้ค้ำประกันต้องมีเงินฝาก 100% ซึ่งจะต้องแก้ไข 3. ยังไม่มีการทำธุรกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การลงทุน ฯลฯ เป็นต้น

aniplane_2.gifประกาศภารกิจ/พันธกิจชัดเจนดันออมสินเป็นธนาคารในดวงใจประชาชน

        เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ธนาคารออมสินมีการจัดประชุมเชิงกลยุทธ์ ผู้บริหารทั่วประเทศ ประจำปีที่โรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งกรพจน์ได้แถลงภารกิจที่สำคัญที่จะทำในช่วงที่รับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน จะดำเนินการสานต่อให้ธนาคารออมสินเป็นธนาคารประชาชนอย่างแท้จริง ที่ให้คนจนที่พึ่งพาเงินนอกระบบคลายความเดือดร้อนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยให้คำแนะนำ ให้ความอบอุ่น ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ให้คนจนเข้าถึงบริการของธนาคารหรือแหล่งเงิน สนับสนุนผลักดันโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน เป็นศูนย์กลางการส่งเสริมการออม

        ขณะเดียวกัน จะให้ธนาคารให้บริการเพื่อชุมชนมากที่สุด โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางการเงิน พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน/รากหญ้า ยกระดับมาตรฐานการครองชีพ ให้การฝึกอบรมอาชีพ ทำศูนย์เรียนรู้คู่ชมชน และยังคงตอบสนองนโยบายของรัฐบาล โดยทำหน้าที่เป็นผู้นำตลาดธุรกิจซื้อขายพันธบัตร/ตราสารหนี้ การพัฒนาธุรกิจและบริการ สนับสนุนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ผู้ว่าราชการจังหวัด (CEO) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ รวมไปถึงการค้าต่างประเทศ

        นอกจากนี้ ยังจะดำเนินการให้ธนาคารบริการเต็มรูปแบบ ทั้งในเรื่องของการทำธุรกิจบัตรเครดิต/บัตรเดบิต, ศูนย์กลางบริการชำระเงิน การให้สินเชื่อประเภทต่างๆ ธุรกิจเก็บรักษาหลักทรัพย์ ในขณะที่ในด้านเงินฝ่ากนั้นจะให้บริการรับเงินฝากทั้งเงินฝากเผื่อเรียก เงินฝากประจำ เงินฝากระแสรายวัน เงินฝากสลากออมสินพิเศษ ธุรกิจสงเคราะห์ชีวิตหรือประกันชีวิต

        ในส่วนของพนักงาน จะเปิดกว้างในเรื่องของการแต่งกาย ที่กำหนดให้วันจันทร์แต่งเครื่องแบบ วันอังคารและวันพุธให้แต่งนอกเครื่องแบบตามที่ธนาคารกำหนด ให้ใส่ผ้าไทยวันพฤหัสฯ ส่วนวันศุกร์แต่งกายตามสบาย เพื่อให้ทุกคนเปลี่ยนบทบาทจาก Manager มาเป็น Leader และทำโครงการ 999 คือ เปิดทำงาน 9 โมงเช้า ปิด 3 ทุ่ม ทำงาน 9 ชั่วโมง โดยให้ผู้บริหารไปช่วยกันคิดในการปรับระบบและวิธีการทำงาน ต่อไปให้พนักงานในสำนักงานใหญ่ สามารถเลือกเวลามาทำงานได้ ผู้ที่ทำงานดึกอาจได้หยุดอีก 1 วัน ถ้า 1 อาทิตย์ทำงานได้ครบตามชั่วโมงที่กำหนดไว้แล้ว

        นอกจากนี้ ในเรื่องของภาพลักษณ์ของธนาคาร จะมีการปรับเปลี่ยนใหม่ที่จะทำในลักษณะของภาพรวม ที่จะมีการความชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

        กรพจน์กล่าวในที่ประชุมว่า "ผมจะทำงานตามภารกิจและพันธกิจ ที่จะร่วมกับพนักงานและลูกจ้างกว่า 9,000 ชีวิต เพื่อทำให้ธนาคารออมสินไปสู่ยุคที่ทุกหมู่บ้านทุกครัวเรือนในประเทศต้องมีลูกค้าธนาคารออมสิน เพราะธนาคารออมสินคือ ธนาคารประชาชนและประชาชนรักและไว้ใจธนาคารออมสิน

กรพจน์ อัศวินวิจิตรผู้เปลี่ยนโฉมธนาคารออมสิน

 เป็นชายร่างเล็กแต่หัวเราะเสียงดังกังวานมีอำนาจ    เกิดเมื่อ 28 มีนาคม 2499 ที่กรุงเทพมหานคร จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เมื่อปี 2518 ต่อจากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2522 ก่อนที่จะศึกษาต่อระดับปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ ณ University of Southern California, U.S.A. และสำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2524

        กรพจน์ ผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า และหลักสูตรปริญญาบัตรหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (วปอ.รุ่น 39) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อปี 2540

        กรพจน์มีประสบการณ์ทำงานมากมาย ทั้งในภาคเอกชนและรัฐบาล โดยมีตำแหน่งทางภาคเอกชน เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท พรูเด็นเชียล ทีเอสไลฟ์ ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2528-2531 ก่อนที่จะข้ามมาเป็น กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2531-2541 และขณะเดียวกัน ยังนั่งเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท พรูเด็นเชียล ทีเอสไลฟ์ ประกันชีวิต ในช่วงระหว่างปี 2536-2542

        ส่วน ตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ เริ่มจากปี 2534-2535 เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อปี 2535-2541 ก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2542-2544 โดยในปี 2543 ได้เป็นรัฐมนตรีเกียรติยศของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น (ฯพณฯ เคอิโชะ โอบูชิ)

        ปี 2544-2545 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเป็นกรรมการบริหารและเลขาธิการหน่วยประจำชาติไทยในสหภาพสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสหภาพรัฐสภาโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อปี 2545 ก่อนที่จะเป็น ผู้แทนการค้าไทย (Thai Trade Representative) และผู้แทนพิเศษนายกรัฐมนตรี (Special Envoy of the Prime Minister) เมื่อปี 2545-2546 ก่อนที่ ธนาคารออมสิน แต่งตั้งกรพจน์เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน โดยมีพิธีลงนามเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 โดยเป็นการเซ็นสัญญา 4 ปี

        กรพจน์ ทิ้งท้ายว่า "ที่เข้ามาอยู่ออมสิน แล้วอยากมองเห็นว่าเวลาคนออมสินไปไหนแล้วประชาชนอยากเข้ามาอยู่ใกล้ มีความอบอุ่นมีความสบายใจ เพราะออมสินเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขา ต่อจากนี้ไปการให้บริการของธนาคารออมสินจะต้องเป็นเลิศ สร้างความพอใจให้กับลูกค้า ผมพูดกับพนักงานทั้งหมดว่า ถ้าเขาทำผิด 2 ครั้ง ผมให้อภัยได้ แต่ว่าถ้าผิดครั้งที่ 3 ประชาชนคงให้อภัยคุณไม่ได้ และเมื่อประชาชนไม่ให้อภัยคุณ ผมก็ไม่ให้อภัยด้วยเช่นกัน"

        จากนี้ไปจะได้เห็น ธนาคารออมสินโฉมใหม่ ที่ไม่ใช่ให้บริการตามความพอใจของพนักงาน แต่จะยึดลูกค้าเป็นหลัก

ที่มา: การเงินธนาคาร ฉบับที่ 263/มีนาคม 2547--

___________________


Last updated:   28- February - 2546   13:50:26
start   21 march 02        Contact Webmaster  :  webmaster@mof.go.th