
![]() ![]() |
ตามประเพณีและธรรมเนียมการบริหารราชการกิจต่างพระเนตร พระกรรณ ขององค์สมเด็จพระมหากษัตริย์ ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น
บรรดาเสนาบดีทั้งปวงต่างมีใช้ตราประจำตำแหน่งกดประทับลงในท้องตราเพื่อดำเนินการต่างๆ
ตามหน้าที่ที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กินตำแหน่งควบคุมบังคับบัญชา ตราประจำตำแหน่งเหล่านี้อาจเป็น พระราชลัญจกรของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงเคยใช้ประทับมาก่อน
หรือจะเป็นตราที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น แล้วพระราชทานก็ได้ ส่วนรูปที่แกะอยู่ในดวงตราก็เป็นเทวดา หรือสัตว์หิมพานต์ ซึ่งมีอำนาจหรือหน้าที่คล้ายกับหน้าที่ตามตำแหน่งของเสนาบดีแต่ละคน ที่ได้รับพระราชทานมาให้ควบคุมบัญชาการ กระทรวงการคลังเป็นกระทรวงที่มีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนานมากที่สุดกระทรวงหนึ่ง
แม้ว่าจะเริ่มต้นนับย้อนหลังกลับไปยังจุดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฏาภรพิพัฒน์ขึ้นใน
พ.ศ. ๒๔๓๘ ก็ตาม
โดยแท้ที่จริงแล้วกิจการด้านพระคลังนั้น
มีมาช้านานนับตั้งแต่มีการจัดตั้งพระนครขึ้น ไม่ว่าจะในสมัยสุโขทัย อยุธยา หรือ รัตนโกสินทร์ เสนาบดีคลังนั้นเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ค้ำจุนประเทศตลอดมาเรียกกันว่า
จตุสดมภ์
มีหน้าที่รับจ่ายและเก็บรักษาพระราชทรัพย์ของแผ่นดินอันได้แก่ ส่วยสาอากรมาโดยตลอดมาในสมัยอยุธยา
โดยเฉพาะในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มีเรือกำปั่นชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายทอดสมอเทียบท่าเรือกันเป็นจำนวนมาก กรมพระคลังมีหน้าที่จัดสิ่งของที่ทางการต้องการไว้ใช้ เช่น ปืนใหญ่ จากพ่อค้าชาวต่างประเทศ
นอกจากนี้กรมพระคลังยังขายของส่วยที่เหลือเกินต้องการของทางราชการแล้วให้กับพ่อค้าชาวต่างประเทศด้วย
กรมพระคลังจึงคุ้นเคยกับชาวต่างประเทศและรู้ไปถึงธรรมเนียมประเพณีของชาติต่างๆ
ที่เข้ามาค้าขายอีกด้วย
ในบางครั้งทางราชการมีความต้องการสินค้าต่างประเทศจำนวนมาก
กรมพระคลังก็จัดเรือสำเภาออกไปซื้อสินค้ายังประเทศจีน ญี่ปุ่น และหมู่เกาะริวกิวทางเหนือเป็นต้น เมื่อต้องติดต่อกับชาวต่างประเทศที่เข้ามาทอดสมอเทียบท่าเรือ เพื่อซื้อขายสินค้ามากเข้าจำเป็นขึ้นมาจึงต้องจัดให้มีเจ้าพนักงานดูแลจัดการเรื่องความสะดวก การนำร่อง การเทียบท่าเรือ พิธีการต้อนรับการตรวจ ใบสำคัญเบิกปากอ่าว
การเก็บภาษีขึ้นพนักงานพวกนี้จัดอยู่แผนกหนึ่งเรียกว่า กรมท่า ซึ่งมีการค้าติดต่อค้าขายกันมาก ท่าเทียบเรือยิ่งแน่นคับคั่ง
กรมท่าก็ขยายตัวมากขึ้นการสั่งการในกรมท่ามีมากจนต้องแบ่งออกเป็นฝ่ายเรือสำเภาที่กางใบแล่นออกปากอ่าวไทยไปเมืองจีน
เมืองญี่ปุ่น ต้องเลียวไปทางซ้าย ส่วนเรือที่จะไปนครศรีธรรมราช ปัตตานี
สิงคโปร์ เมืองชวา เมืองพม่า เมืองแขกฝรั่ง
จะต้องเลี้ยวขวาเมื่อออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา
การแบ่งฝ่ายในกรมท่าจึงแบ่งเป็นกรมท่าซ้ายกับกรมท่าขวา
จนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีฝรั่งเข้ามามากจึงเกิดเจ้าท่าฝรั่งขึ้น เมื่อการงานในกรมท่าใหญ่โตและสำคัญมาก เสนาบดีคลังจึงต้องมาว่าการที่กรมท่า ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกเสนาบดีคลังว่าเสนาบดีกรมท่าไปอีกชื่อหนึ่ง
งานของกรมพระคลังกับงานของกรมท่าจึงปนกันมาจนเริ่มแยกออกชัดเจนขึ้น
ในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนปี พ.ศ. ๒๔๑๘
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้าฯ
ให้แยกการติดต่อกับชาวต่างประเทศไปตั้งเป็นกระทรวงการต่างประเทศ แต่ก่อนที่จะแยกกรมออกไปตั้งใหม่นั้น เจ้าหน้าที่พนักงานทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย
ล่าม นักการต่างๆ
ของกรมท่านั้นมีมากมายนักเพราะเป็นกรมใหญ่และหารายได้ให้แก่แผ่นดินบรรดาเสนาบดีที่มาทรงงานที่กรมท่านั้น ท่านมักทรงภูษาโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้มเสื้อราชปะแตนสีขาว
บรรดาพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งกรมท่าจึงโดยเสด็จนุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้มไปด้วย ครั้นนานเข้าคนทั่วๆ
ไปจึงเรียกสีน้ำเงินเข้มว่าสีของกรมท่า
หรือสีกรมท่า
เลยเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า
สีกรมท่าคือสีน้ำเงินเข้มไปและนับตั้งแต่นั้นมาสีกรมท่าก็ยังคงเป็นสีของกระทรงการคลังใช้กันเป็นประจำมาจนบัดนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ปรับปรุงวิธีการบริหารแผ่นดินใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๑๘ นั้น
ทรงให้แยกงานด้านการต่างประเทศออกจากงานด้านการคลัง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฏาภรพิพัฒน์ขึ้น
ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติและกระทรวงการคลังมาตามลำดับนั้น
เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติก็ได้ใช้ตราพระสุริยมณฑลอันเป็นตราประจำตัวบริหารงานในกระทรวง ในพระธรรมนูญใช้ตรากล่าวว่า ตราเจ้าพระยาศรีธรรมราชาโกษาธิบดี
ใช้ตราบัวแก้ว ซึ่งบัดนี้เป็นตรากระทรวงต่างประเทศ
แต่ก่อนนี้การคลังและการต่างประเทศอยู่รวมกันในรัชกาลที่๕
จัดระเบียบการปกครองแยกหน้าที่ทั้งสองนี้ออกเป็นคนละส่วน คือ
ตั้งเป็นกระทรวงการต่างประเทศถือ ตราบัวแก้ว และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติถือ
ตราพระสุริยมณฑล นี้
ทรงพระกรุณาโปรดให้ใช้เป็นตราตำแหน่งเสนาบดีพระคลังมหาสมบัติ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕
แต่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติแยกเป็นกระทรวงขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ เป็นระยะเวลาห่างกันถึง ๑๗ ปี ระหว่างระยะเวลาที่กล่าวนี้ จะใช้ตราอะไรประจำตำแหน่งยังไม่ได้ความชัด ตราดวงนี้เคยพระราชทานเป็นตราประจำตัวแก่สมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์
( ดิศ บุญนาค ) ภายหลังพระราชทานเป็นตราประจำกระทรวงพระคลังฯ แล้วต่อมาเป็นกระทรวงการคลัง
ตราพระสุริยมณฑลจะเป็นพระราชลัญจกรอันได้เคยประทับหรือโปรดให้ทำขึ้นใหม่พระราชทานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์หรืออย่างไรไม่ทราบ ส่วนตราน้อยมีลายผิดกว่าตราดวงใหญ่ ( จากหนังสือเรื่องพระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง เรียบเรียงโดยพระยาอนุมานราชธน ) จนกระทั้งการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วในปีรุ่งขึ้น คณะรัฐมนตรี จึงมีมติให้ใช้ตราปักษาวายุภักษ์เป็นตราของกระทรวงการคลัง ในพระธรรมนูญใช้ตราว่า ตราปักษาวายุภักษ์ เป็นตราของ พระยาราชภักดีฯ
เจ้ากรมพระจำนวนซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีอากร ( ตราดวงนี้ได้แต่ลายตราในท้องตราเก่า ตัวตราจะเก็บรักษาไว้ที่ใด เห็นจะสูญหายเสียนานแล้ว ต่อมาเมื่อโปรดให้ตั้งกระทรวงพระคลังฯ
และใช้ตราสุริยมณฑลแล้ว ตราปักษาวายุภักษ์ก็เลิกใช้
แต่นำเอามาใช้เป็นเครื่องหมายกระทรวงการคลัง
แต่รูปนกวายุภักษ์ที่เขียนใหม่ไม่เหมือนนกวายุภักษ์ในตราตำแหน่งพระยาราชถักดีฯ
) ตราที่กล่าวเป็นรูปนกขนาดใหญ่แบบสัตว์หิมพานต์มีลักษณะเหมือนนกเหยี่ยวหรือนกอินทรีและโดยที่เจ้าพระยาวิชไชเยนต์ในรัชกาลของสมเด็จพระนารยณ์มหาราช ซึ่งเคยควบคุมกรมท่านั้นมีชื่อเดิมว่าฟอล์คอน (Phaulkon) แปลว่า เหยี่ยวนกเขา
จึงน่าเชื่อว่าตราปักษาวายุภักษ์ที่กล่าวนี้ เคยเป็นตราประจำตัวของเจ้าพระยาวิชไชเยนต์ ที่เจ้าพระยาพระคลังมาก่อน และตกทอดสืบต่อกันมาในกรมท่าแล้วกลายเป็นตราประจำ ตำแหน่งพระยาราชภักดี เจ้ากรมพระจำนวน ในการออกแบบนกวายุภักษ์ตราประจำกระทรวงการคลังใน พ.ศ. ๒๔๗๖ นั้น คณะรัฐมนตรีได้ทูลขอให้ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ให้ทรงร่างรูปแบบประทานมาให้
โดยที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ไม่เคยทอดพระเนตรเห็นตราปักษาวายุภักษ์ ของเจ้าพระยาราชภักดีมาก่อน จึงทรงออกแบบนกวายุภักษ์ ตามที่เคยทอดพระเนตรเห็นมา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามแบบที่พระองค์ร่างขึ้นแล้ว จึงมีมติให้ใช้เป็นตราประจำกระทรวงการคลังแต่ครั้งนั้น เรื่องนกวายุภักษ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตรัสอธิบายไว้ดังนี้ นกวายุภักษ์ ถ้าแปลตามคำก็ว่ากินลม
ข้อยากในนกนี้เกิดขึ้นที่ประชุมเสนาบดี สั่งให้
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนผูกตรากระทรวงต่าง ๆ
เป็นลายข้อมือเสื้อเครื่องแบบหากเป็นกระทรวงเก่าที่มีตราประจำกระทรวงอยู่แล้ว จะเอามาใช้ได้ก็ให้ใช้ตราเก่า
ที่เป็นกระทรวงใหม่ที่ไม่มีตรามาจากเดิม จึงคิดผูกขึ้นใหม่ โดยคำสั่งอย่างนี้
กระทรวงใดก็ไม่ยากเท่ากระทรวงการคลังซึ่งเดิมพระยาราชภักดีฯ
ทำการในหน้าที่เสนาบดีกระทรวงพระคลังถือตรานกวายุภักษ์ รูปนกวายุภักษ์ในตรานั้นก็เป็นนกแบบสัตว์หิมพานต์เหมือนกันนกอินทรี ฉะนั้นไม่ทรงเชื่อว่าถูก
จึงได้ทรงรำลึกต่อไปก็ทรงรำลึกได้ว่ามี ณ
ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
ซึ่งมีความว่าทรงพระมาลาปักขนนกวายุภักษ์ ก็ทรงค้นหา
ก็พบในหมายท้ายหนังสือพระราชวิจารณ์จดหมายแห่งความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี เมื่อมีคำปรากฏอยู่เช่นนั้น นกวายุภักษ์ ก็คือนกการเวก เพราะพระมาลาทุกชนิดที่ปักขนนก ย่อมใช้ขนนกการเวกอย่างเดียวเป็นปรกติ
เมื่อทรงพระดำริปรับนกวายุภักษ์กับนกการเวกเข้ากันก็เห็นลงกันได้
โดยที่ทางเราพูดกันว่านกการเวกนั้น มีปรกติอยู่ในเมฆบนฟ้า กินลมเป็นภักษาหาร ตามที่ว่าพิสดารเช่นนั้นก็เพราะนกชนิดนั้นในเมืองเราไม่มี
และที่ว่ากินลมก็เพราะในเมฆไม่มีอะไรนอกจากลม จึงกินลมเป็นอาหาร แต่เมื่อปรกติของมันอยู่ในเมฆแล้ว
ก็ไฉนเล่ามนุษย์จึงได้ขนมันมาปักหมวกเชื่อว่าเพราะเหตุที่น่าสงสัยเช่นนั้นเอง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตรัสสั่งไปต่างประเทศที่ส่งขนนกชนิดนั้นเข้ามาให้ส่งตัวนกมาถวายจึงได้ตัวจริง เป็นนกยัดไส้มีขนติดบริบูรณ์เข้ามา ก็เป็นนกที่เรียกตามภาษาอังกฤษ Paradise bird ซึ่งที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษเช่นนี้
นึกว่าแปลมาจากภาษาแขกความก็ว่าเป็นนกฟ้า เราคงได้ฟังแขกว่า จึงละเมอตามไปเมื่อได้นกยัดไส้เข้ามาแล้ว จึงทรงจัดเอาขึ้นเกาะคอน มีด้ามให้เด็กถือนำพระยานุมาศในงานสมเด็จเจ้าฟ้าโสกันต์ ตามที่ได้พยานมาว่าเป็นนกอยู่ในแผ่นดิน ไม่ใช่นกอยู่ในฟ้าเช่นนั้น ใครจะเชื่อกันหรือไม่ก็หาทราบไม่แม้นราชสีห์เมื่อได้ตัวจริงมาบอกใคร
ว่านี้และราชสีห์ก็ไม่มีใครเชื่อด้วยไม่เหมือนกับที่เราปั้นเขียนกัน ตามที่เราปั้นเขียนกันนั้น ขาดสิ่งสำคัญที่ไม่มีสร้อยคอ อันจะพึ่งสมชื่อว่า ไกรสร หรือ ไกรสรสีห์ ไกรสรราชสีห์ เรื่องตรานกวายุภักษ์กระทรวงการคลังมีต้นเหตุดังเล่ามานี้
ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้ทอดพระเนตรลายตราเก่าปักษาวายุภักษ์ของพระราชภักดีฯ แล้วตรัสว่า เห็นรูปนกวายุภักษ์ในตราของพระยาราชภักดีฯ ซึ่งคัดมาไว้ก็นึกเสียใจ
ว่าถ้าทำรูปเป็นอย่างเก่าแต่ทำขนเป็นอย่างใหม่ก็จะดีกว่านั้น ตามที่ทำไว้เป็นธรรมดามากเกินไป
(จากหนังสือเรื่อง
พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง เรียบเรียงโดย พระยาอนุมานราชธน) ปักษาวายุภักษ์หรือนกการเวกนั้น
เรียกกันอีกชื่อหนึ่งในวรรณคดีเรื่อง ไตรภูมิพระร่วงว่า นกกรวิค อธิบายว่ามีเสียงไพเราะยิ่งนัก
สัตว์ทุกชนิดเมื่อได้ยินเสียงนกกรวิคแล้วจะต้องหยุดฟังนอกจากนี้ยังปรากฎมีมาในพระบาลีว่าเสียงของพระพุทธเจ้านั้นเหมือนเสียงพรหม
แจ่มใสชัดเจน อ่อนหวาน สำเนียงเสนาะ ไม่แตก ลึกซึ้ง มีกังวาลไพเราะและเหมือนเสียงนกการเวก
ส่วนอาหารของนกการเวกนั้น มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ปัญจสุทนีว่า นกการเวก กินน้ำมะม่วงสุกเป็นอาหาร
แต่โดยที่นกชนิดนี้หายากหลงเข้าใจกันแต่ว่าอยู่บนท้องฟ้ากินลมเป็นอาหารจึงตั้งชื่อว่า
วายุภักษ์ ก็มีเช่นกัน
ตามวรรณคดีไตรภูมิพระร่วงนั้น กล่าวว่าขนนกการเวกนั้นเป็นที่ต้องการเพราะกลายเป็นทองคำได้ นอกจากจะเป็นนกที่มีหลายชื่อแล้วคำว่า วายุภักษ์ ยังเป็นชื่อของ รากษส ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรต์อีกด้วย โดยที่ท่อนล่างเป็นนกอินทรี
ท่อนบนเป็นมนุษย์ เศียรเป็นยักษ์ทรงมงกุฎน้ำเต้า ครองเมืองวิเชียร มีสีกายและสีหน้าเขียว เรียกว่า กสูรวายุภักษ์ เมื่อกระทรวงการคลังนำตรานกวายุภักษ์มาใช้เป็นตราของกระทรวงตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว
บรรดาส่วนงานภายใต้การบังคับบัญชาจึงได้นำรูปนกวายุภักษ์มาเป็นเครื่องหมายของกรม ตลอดจนรัฐวิสาหกิจบางแห่งด้วย
นับได้ว่าเป็นตราที่ใช้กันกว้างขวางมากที่สุดตราหนึ่งในบรรดากระทรวงสำคัญของประเทศ |
![]() ![]() | |
![]() ![]() | |
![]() ![]() | |
![]() ![]() | |
![]() ![]() | |