ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาเชิงนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “Unlocking the New Regional Growth Engine with Thailand’s New Horizon” ในงานประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” โดยได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานประชุม The Bangkok Business Summit 2026 Reinvent Thailand, Resilient ASEAN ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและสื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทยสู่ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 ณ ห้อง Ballrom 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 มี นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และนายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เข้าร่วมในงานประชุม
ดร.เอกนิติ เชื่อว่าประเทศไทยเป็น “Trusted Connector” เชื่อมจุดแข็งอาเซียน รับมือโลกเปลี่ยน 4 ด้าน โดยไทยและอาเซียนเติบโตมาจากการเปิดกว้างด้านการค้าและการลงทุน และควรรักษาแนวทางนี้ต่อไป เพราะอาเซียนยังเป็นจุดหมายสำคัญของเงินลงทุนต่างประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ดี โลกกำลังเปลี่ยนพร้อมกัน 4 ด้าน ทำให้แนวคิดทางเศรษฐกิจไม่สามารถยึดสูตรเดิม
ได้อีกต่อไป ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์(AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
สี่แรงกระแทกที่ข้ามพรมแดน
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้าและการลงทุนกำลังเข้าสู่ยุค “ภูมิเศรษฐศาสตร์” ที่ปัจจัยยุทธศาสตร์
มีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งมาตรการภาษี การเลือกแหล่งผลิตสินค้าสำคัญ และการปรับห่วงโซ่
อุปทาน โลกาภิวัตน์ไม่ได้สิ้นสุด แต่บริษัทจะเลือกพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากขึ้น
สถานการณ์นี้อาจกดดันอุตสาหกรรมเดิมของไทย แต่ก็เปิดช่องให้อาเซียนดึงการลงทุนใหม่ได้
ด้าน AI กำลังกลายเป็นแหล่งผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และอิทธิพลเชิง
ยุทธศาสตร์ การเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ กำลังประมวลผล ข้อมูล และบุคลากรทักษะสูงจึง
สำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคง ความท้าทายของไทยไม่ใช่แค่ดึงดูดการลงทุนด้าน AI
แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีซึมสู่เศรษฐกิจวงกว้าง เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนได้ประโยชน์ทั่วถึง
ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เริ่มกระทบเศรษฐกิจชัดขึ้น ทั้งน้ำท่วมที่ชะงักการผลิต
ภัยแล้งที่ดันราคาอาหาร และความต้องการลดคาร์บอนของภาคธุรกิจ ทำให้พลังงานที่เสถียร
และสะอาดขึ้นเป็นปัจจัยตัดสินใจลงทุน นโยบายภูมิอากาศกับนโยบายเศรษฐกิจจึงแยกจาก
กันได้ยาก
ด้านโครงสร้างประชากร ไทยและหลายประเทศในภูมิภาคกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว
กดดันกำลังแรงงานและผลิตภาพ เพิ่มภาระการคลัง และเปลี่ยนรูปแบบความต้องการสินค้า
และบริการตามอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น
เชื่อมจุดแข็งอาเซียน สร้างภูมิคุ้มกันร่วม
การเปลี่ยนแปลงทั้งสี่ข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงกัน ความยืดหยุ่นจึงต้องสร้างร่วมกัน ไม่ใช่ปิดประเทศ แต่ละประเทศต้องแข็งแรงขึ้นเอง แต่ไม่มีใครรับมือได้ลำพัง จุดแข็งของอาเซียนคือความหลากหลายด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม
ทรัพยากร และระดับการพัฒนา หากเชื่อมโยงได้ ความแตกต่างจะกลายเป็นภูมิคุ้มกันของทั้ง
ภูมิภาคตัวอย่างยานยนต์ ไทยมีฐานผลิตที่แข็งแกร่ง อินโดนีเซียมีทรัพยากรสำหรับแบตเตอรี่
มาเลเซียมีประสบการณ์อิเล็กทรอนิกส์ จึงเชื่อมได้ทั้งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และการประกอบใน
ภูมิภาค ด้านพลังงาน ไทยกำลังดึง FDI โดยเฉพาะ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่ง ควรใช้ASEAN Power Grid ส่งไฟฟ้าจากพื้นที่ผลิตไปยังพื้นที่ต้องการสูง ซึ่งเริ่มเห็นการค้าไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์แล้ว รวมถึงด้านดิจิทัลและ AI อาเซียนมีโอกาสสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมผ่านความร่วมมืออย่าง DEFA
เราต้องสร้างเสถียรภาพวันนี้ เพื่อไม่ให้วิกฤตประเทศหนึ่งลุกลามไปทั้งภูมิภาค เช่น ความมั่นคงทางอาหารร่วม ต้องเปลี่ยนผ่านทันที โดยเชื่อมระบบที่มีอยู่แล้วอย่างเช่น ASEAN Power Grid และ DEFA และลงทุนเพื่ออนาคต โดยเน้นทั้งการยกระดับคนและการปรับทักษะใหม่ให้เกิดแรงงานที่เตามเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
ดร.เอกนิติย้ำว่า ไทยพร้อมเป็น Trusted Connector เชื่อมอาเซียน แต่ประเทศเดียวทำให้
ภูมิภาคยืดหยุ่นไม่ได้ การสร้างไทยขึ้นใหม่ต้องช่วยสร้างอาเซียนขึ้นใหม่ไปพร้อมกัน โดยเชื่อม
จุดแข็งทั่วภูมิภาคให้แข็งพอรับแรงกระแทกครั้งต่อไปหมาะสม




























